จากกรณีที่เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งนายแจ๊คหม่า มหาเศรษฐกิจชาวจีน เจ้าของเว็บไซต์ อาลีบาบาดอทคอม เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ที่สุดของโลก ได้เดินทางมาพบพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เพื่อร่วมลงนามเอ็มโอยู 4 ฉบับ ว่าด้วยการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่ไทยกำลังทำการโปรโมทตลาดภาษีการลงทุนครั้งใหญ่ ซึ่งคาดว่านายแจ๊ค หม่า จะลงทุนในตลาด EEC สูงถึง 11,000 ล้านบาท เพื่อใช้เทคโนโลยีของอาลีบาบา ในการประมวลข้อมูลโลจิสติกส์ ทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับจีน รวมทั้งการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้านไปยังที่อื่นทั่วโลก ให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงมากขึ้นนั้น
วันนี้ (20 เม.ย. 61) นายสุทธิสินธุ์ อัครพลโชติ ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า จากการเดินทางมาของนายแจ๊กหม่าในครั้งนี้ ถ้ามองจากนโยบายการส่งเสริมการค้าของไทยให้เข้าสู่ตลาดโลก ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะระบบของอาลีบาบานั้น มีศักยภาพมากด้านอีคอมเมิร์ซ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำสินค้าไปวางจำหน่ายให้กับลูกค้าได้ทั่วโลก แต่จะส่งผลดีเฉพาะกับกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความพร้อมเท่านั้น สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยแล้ว ถือว่าได้ประโยชน์น้อยมาก เพราะธุรกิจเอสเอ็มไทยไทยส่วนใหญ่ร้อยละ 95 ยังไม่มีความพร้อมด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานส่งออก ส่วนที่เหลือร้อยละ 5 ก็จะเป็นเอสเอ็มอีรายใหญ่ ซึ่งสามารถเติบโตในตลาดโลกได้อยู่ก่อนแล้ว
ถึงแม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะพยายามอัดฉีดเงินทุนเข้ามาเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอี แต่เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ของไทยก็เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนเหล่านั้น เพราะการจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ต้องมีกฎเกณฑ์หลายอย่างซึ่งผู้ประกอบการเหล่านั้นไม่มี โดยเฉพาะระบบบัญชี และแนวทางการตลาด เพื่อที่จะไปยืนยันกับธนาคารให้อนุมัติเงินทุนมาให้ได้ ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่จังหวัดนครราชสีมา มีอยู่มากกว่าร้อยละ 80 ที่ประสบกับปัญหานี้ อย่างเช่นตนเอง ก็ทำโรงงานผลิตอาหารแปรรูปสินค้าการเกษตร โดยนำข้าวหอมมะลิมาทำเป็นข้าวเกรียบขาย แต่ด้วยเศรษฐกิจในปัจจุบันก็หาตลาดขายได้ยาก
ทั้งนี้ตนก็ยอมรับว่าทุกโครงการที่นายแจ๊คหม่าเสนอมาดีทั้งหมด และเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรจะทำมานานแล้วด้วย ซึ่งตลาดออนไลน์ของไทยนั้นก็มีมานานแล้ว แต่สินค้าเอสเอ็มอีก็ขายได้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น เพราะยังไปไม่ถึงมาตรฐานส่งออก ถ้ารัฐบาลหวังว่าจะให้สินค้าเอสเอ็มอีเหล่านี้ขึ้นวางขายในเว็บไซต์อาลีบาบา ซึ่งมีสินค้าคู่แข่งอยู่หลายล้านผลิตภัณฑ์ ก็จะทำได้เพียงเข้าไปอยู่ในแคทตาล็อคออนไลน์เท่านั้น ถ้าเขาสั่งซื้อมาจำนวนมากๆ จะสามารถทำส่งให้เขาได้หรือไม่ และถ้าส่งไปแล้วสินค้าไม่ได้คุณภาพก็จะถูกตีกลับมาอีก ซึ่งจะทำให้เสียชื่อเสียงกับสินค้าเอสเอ็มอีของไทยด้วย
ดังนั้นขณะนี้กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่จึงมองว่าจะได้ประโยชน์จากการมาลงทุนของนายแจ๊คหม่าน้อยมาก ส่วนใหญ่ร้อยละ 75 จะทำตลาดอยู่ในแบบออฟไลน์ ถึงอย่างไรก็ตามขณะนี้ทางสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ก็กำลังพยายามรวมกลุ่มสมาชิกของแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อคัดสรรผลิตภัณฑ์เอสเอ็มอีที่มีคุณภาพ เข้ามาอยู่ในเทรดเดอร์ แล้วนำผลิตภัณฑ์เหล่านั้นยิงขึ้นไปขายในเว็บไซต์ต่างๆ รวมทั้งเว็บไซต์อาลีบาบาด้วย ซึ่งอยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น แต่เมื่ออาลีบาบามาลงทุนที่ไทยแล้ว ก็อาจจะต้องมีการปรับกลยุทธกันยกใหญ่ทั้งหมด เพราะหลังจากนี้จะมีสินค้าของจีนบุกตลาดไทยมากมาย ซึ่งล้วนแต่เป็นคู่แข่งของสินค้าเอสเอ็มอีไทยทั้งนั้น

