กลุ่มอัยการโวย ปส.ส่งหนังสือ เรียกอัยการคดียาเสพติดสอบปากคำหลังสั่งไม่ฟ้อง อดีต สว.ทางหลวงคดียาเสพติด ชี้ตำรวจไม่มีอำนาจเรียกสอบสวนการใช้ดุลพินิจอัยการ ด้านเจ้าตัวเตรียมยื่นหนังสือขอหารือ อสส.ปมถูกตำรวจเรียกสอบ
เมื่อวันที่ 21 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 17เมษายน ได้มีหนังสือราชการ (หนังสือเรียกมาสอบสวนปากคำ)ของ กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 4 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ที่ลงนาม โดย พ.ต.อ.กฤษ มีนุชนารถ ผู้กำกับการ(สอบสวน) หัวหน้ากลุ่มงานสอบสวนและตรวจสอบทรัพย์สิน กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 4 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) แจ้งถึง อัยการกองคดียาเสพติด 9 เพื่อขอนัดหมายสอบสวนปากคำ อัยการกองคดียาเสพติด9 คนหนึ่ง
โดยหนังสือมีเนื้อหาว่า “ตามหนังสือกลุ่มงานสอบสวนและตรวจสอบทรัพย์สิน กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 4 ที่ ตช 0027.52/535 ลง 9 มีนาคม 2561 ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ 105/2560 ระหว่าง พันตำรวจโททิวาพงษ์ พลูโต ผู้กล่าวหา กับ นายสมคิด เสนพิแสง กับพวกรวม 5 คน ข้อหา “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 5(กัญชา)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน” โดยมีความเห็นควรสั่งฟ้องนายสมคิดฯ กับพวกไปให้พิจารณาฟ้อง ความโดยละเอียดแจ้งแล้วนั้น
คดีดังกล่าว กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด4 ได้มีคำสั่งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวน กรณีพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง พันตำรวจโทธนกฤต นิสพันธ์ ผู้ต้องหา จึงมีความจำเป็นต้องนัดหมายสอบสวนพนักงานอัยการโจทก์ ในประเด็นข้อบกพร่องในการทำสำนวน และการประสานคดี จึงขอนัดหมายสอบสวนปากคำ “อัยการคนดังกล่าว”เพื่อดำเนินการให้เสร็จสิ้น ภายในกำหนดเดือน เมษายน 2561
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ ขอท่านแจ้งให้พนักงานอัยการฯ ทราบ พร้อมหนังสือนี้ได้แนบเอกสารเกี่ยวข้องจำนวน 5 แผ่น มาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ ผลเป็นประการใดขอท่านแจ้งให้ทราบโดยด่วนด้วย หวังคงได้รับความร่วมมือจากท่านเป็นอย่างดี และใคร่ขอขอบคุณท่านล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเรื่องนี้ ในหมู่อัยการได้มีการแสดงความคิดเห็น กันว่า เป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่งที่ฝ่ายตำรวจจะเรียกอัยการไปสอบสวนให้ปากคำในเรื่องการสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นการเข้ามาตรวจสอบดุลพินิจในการสั่งคดีของอัยการ นอกเหนือไปจากที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ซึ่งหากฝ่ายตำรวจไม่เห็นด้วยก็มีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอยู่แล้ว
แต่ไม่ใช่มาสอบสวนอัยการหรืออ้างว่าเป็นเพียงแค่เชิญมาชี้แจงข้อเท็จจริงก็ตาม เพราะเป็นการกระทำนอกเหนือจากกระบวนการตรวจสอบการสั่งคดีของอัยการตามกฎหมาย
นอกจากนี้ การสั่งคดีของอัยการเป็นการใช้อำนาจดุลพินิจที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 248 วรรคสอง และพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 21 และ 22ซึ่งบัญญัติให้อัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดี และดุลพินิจในการพิจารณาสั่งคดีของอัยการซึ่งแสดงเหตุผลสมควรประกอบแล้วย่อมได้รับความคุ้มครอง
และการพิจารณาสั่งไม่ฟ้องคดีที่มีพันตำรวจโทธนกฤต นิสพันธ์ เป็นผู้ต้องหานั้น เนื่องจากเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน สำนักงานคดียาเสพติด สำนักงานอัยการสูงสุด จึงได้แต่งตั้งอัยการชั้นผู้ใหญ่ระดับรองอธิบดีและอัยการพิเศษฝ่ายเป็นหัวหน้าและรองหัวหน้าคณะทำงานและมีอัยการอีกท่านหนึ่งร่วมเป็นคณะทำงานในการพิจารณาสั่งคดี การพิจารณาสั่งไม่ฟ้องคดีนี้จึงผ่านการกลั่นกรองจากอัยการหลายท่านแล้วว่าสำนวนสอบสวนที่พนักงานสอบสวนทำมาไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสั่งฟ้องผู้ต้องหาได้
และหากเห็นว่าพนักงานสอบสวนทำสำนวนบกพร่อง ฝ่ายตำรวจก็สามารถตั้งคณะกรรมการสอบสวน ข้อบกพร่องในการทำสำนวนสอบสวนของพนักงานสอบสวนของตนได้อยู่แล้วโดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในสำนวนว่ามีความบกพร่องไม่สมบูรณ์อย่างไร โดยไม่จำเป็นเลยที่จะต้องมาขอสอบสวนอัยการหรือที่อ้างว่าใช้ถ้อยคำในหนังสือผิดพลาด โดยเพียงแค่ให้อัยการไปชี้แจงข้อเท็จจริง ก็เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะไม่ควรอย่างยิ่งและไม่มีอำนาจทำได้ตามกฎหมาย
อีกทั้งคดีที่อัยการสั่งไม่ฟ้องด้วยเหตุที่สำนวนสอบสวนของพนักงานสอบสวนมีข้อบกพร่องเนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสั่งฟ้องผู้ต้องหาได้ มีเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา อัยการไม่ต้องไปให้ปากคำ หรือไปชี้แจงข้อเท็จจริงกับพนักงานสอบสวนทุกเรื่องหรือ
และหากกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 4 สามารถมีหนังสือเรียกอัยการไปสอบสวนให้ปากคำในคดีนี้ได้ต่อไปก็จะเป็นแบบอย่างให้พนักงานสอบสวนเรียกอัยการไปสอบสวนในคดีที่อัยการสั่งไม่ฟ้องรวมทั้งสั่งฟ้อง ซึ่งขัดแย้งกับความเห็นของพนักงานสอบสวนได้ในคดีอื่น ๆ ต่อไปได้ ซึ่งเป็นการกระทบกระเทือนและเข้ามาแทรกแซงดุลพินิจในการสั่งคดีของอัยการและกระทบต่อการอำนวยความยุติธรรมในคดีของอัยการ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่สำคัญที่จะต้องดำรงความยุติธรรมในคดี ด้วยความเที่ยงธรรมและปราศจากอคติทั้งปวงด้วย
ซึ่งก็มีรายงานว่าเเม้จะมีข่าวว่าทั้งทางฝั่ง ผู้ใหญ่ บช.ปส.กับทาง ผู้ใหญ่ของทางฝั่งอัยการมีการทำความเข้าใจกันเเล้ว เเต่ก็ยังไม่มีหนังสือการยกเลิกหนังสือเรียกดังกล่าวหรือ หนังสือชี้เเจงเป็นรายลักษณ์อักษรมาจากทาง บช.ปส.เเต่อย่างใด
ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่าอัยการเจ้าของสำนวนคนดังกล่าวได้เตรียมทำหนังสือชี้เเจงรายละเอียดข้อเท็จจริงเเละขอหารือกรณีพนักงานสอบสวนขอสอบปากคำอัยการเสนอต่อ นายเข็มชัย ชุติวงษ์ อัยการสูงสุดต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดียาเสพติดที่มีการสั่งไม่ฟ้อง “พ.ต.ท.ธนกฤต นิตสพันธ์” อายุ 48 ปี อดีต สว.สส. กองกำกับการ 8 กองบังคับการตำรวจทางหลวง นั้น พนักงานสอบสวน บก.ปส.4 ได้ควบคุมตัว “พ.ต.ท.ธนกฤต ยื่นคำร้องฝากขังเมื่อวันที่ 19 มกราคม ตามหมายจับศาลอาญาที่ 25/2561 ลงวันที่ 17 มกราคม 61 ข้อหาร่วมกันมีกัญชา ยาเสพติดประเภท 5 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายฯ และสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
โดยคำร้องฝากขังบรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เนื่องจากเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 60 เวลาประมาณ 03.00 น. ต่อเนื่องจนถึง 23.00 น. ปส. ได้จับกุมตัว นายสมคิด เสนพิแสง , นายสถาพร ก่ำแก้ว และนายสุชาติ แสงตะวัน พร้อมด้วยของกลาง 10 รายการ คือ กัญชาอัดแท่งหุ้มด้วยพลาสติกใส รวม 520 แท่ง น้ำหนักรวม 520 กก. ราคา 3,120,000 บาท , รถยนต์บรรทุก 18 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ สีขาว หัวลาก และรถพ่วง ทะเบียนสระบุรี , โทรศัพท์มือถือไอโฟนและยี่ห้ออื่นรวม 6 เครื่อง , กระเป๋าหนังสะพาย สีน้ำตาล และเอกสารประกอบคดี 18 แผ่น
ส่วน “พ.ต.ท.ธนกฤต” ผู้ต้องหาคดีนี้ พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานพบว่ามีส่วนร่วมกระทำความผิด ด้วยการช่วยเหลือ มีส่วนร่วมลำเลียงกัญชา ของกลางไปให้ลูกค้า และสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นฯ ทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ กับรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้กระทำผิดเพื่อให้ความสะดวกในการกระทำผิดด้วย ตามความผิด พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4,7(5),26 วรรคสอง ,76/1 วรรคสอง , 102 และ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม.6(4) , 8 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา ม.83
ในชั้นสอบสวน “พ.ต.ท.ธนกฤต” ผู้ต้องหาคดีนี้ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

