อดีตเจ้าของร้านเพชรร้อง ยธ.ช่วยตามเพชรของกลางคืน-ขอดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ

25.04.18 | 14:50 น.

เมื่อวันที่ 25 เมษายน ที่ศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม น.ส.จีระพันธ์ จุลพันธ์ อดีตเจ้าของธุรกิจค้าขายเพชรทองคำเขตภาษีเจริญ เข้ายื่นเรื่องร้องทุกข์กระทรวงยุติธรรม ขอความช่วยเหลือในการประสานงานขอเพชรและทองรูปพรรณของกลาง 7 รายการ มูลค่า 11 ล้านบาทคืน จาก ร.ต.ท.สมโชค ปานพิมพ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ได้ยึดและอายัดไว้ จากกรณีถูกคู่กรณีคือ นางผาติรัตน์ ใจเย็น แจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกทรัพย์เมื่อปี 2556 กระทั่งเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา คดีนี้พนักงานอัยการ มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง ผู้ร้องตนในข้อหายักยอกทรัพย์และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจคนดังกล่าวถอนอายัดและคืนของกลางให้ แต่เมื่อตนทวงถามกลับไม่ได้คืน โดยมีนายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับเรื่อง

น.ส.จีระพันธ์เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ไปส่งหนังสือร้องเรียนต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และที่กองปราบปรามมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ยังไม่ได้รับทรัพย์สินคืน อีกทั้งยังพบว่าคู่กรณีได้นำเครื่องเพชร 1 ชิ้นไปจำนำและ 1 ชิ้นหลุดจำนำแล้วและหากยังไม่ได้รับทรัพย์สินคืน อาจพิจารณาฟ้องร้องเพิ่ม ที่ผ่านมาได้แจ้งความดำเนินคดีกับ ร.ต.ท.สมโชคในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและฟ้องนางผาติรัตน์ ในข้อหาแจ้งความเท็จ กระทั่งศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุกทั้งคู่คนละ 1 ปี ไม่รอลงอาญา ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา สำหรับการเดินทางมายื่นเรื่องต่อศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอให้ตรวจสอบและดำเนินการตามคำสั่งพนักงานอัยการ พร้อมขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากตน และครอบครัวได้รับผลกระทบไม่สามารถดำเนินธุรกิจในวงการเพชรและทองได้ ปัจจุบันต้องมาขายน้ำเก๊กฮวยขวด เลี้ยงชีพที่บีทีเอ็น บางหว้า ได้รายได้วันละ 300-400 บาท

ด้านนายธวัชชัยกล่าวว่า จะดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ศูนย์สอบข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติม เนื่องจากคดีนี้มีข้าราชการเข้ามาเกี่ยวข้อง สำนวนคดีอาจต้องมีการทำเรื่องส่งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกครั้ง เพื่อเรียกผู้ที่มีชื่อเกี่ยวข้องมาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ส่วนการขอให้ช่วยตรวจสอบ และรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษอาจต้องดูรายละเอียดของคดีอีกครั้งว่าเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษได้หรือไม่ คาดว่าใช้เวลาดำเนินการพิจารณาประมาณ 30 วัน