ขอความชัดเจน สธ. ‘หมอแสง’ แจกสมุนไพรอ้างช่วยมะเร็งต่อได้หรือไม่

25.04.18 | 15:44 น.

หลังจากกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ออกมาเปิดเผยผลการศึกษาประสิทธิภาพสมุนไพรสูตรของ นายแสงชัย แหเลิศตระกูล หรือหมอแสง โดยนำมาทดลองและพบว่า จากการนำตัวสารในสมุนไพรไปทดสอบกับเซลล์มะเร็ง 7 แบบ คือ มะเร็งเต้านม 3 ชนิด มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ และมะเร็งกระเพาะอาหาร จนพบในระดับหลอดทดลองว่า ไม่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ แต่ใช้ได้ในแง่คุณภาพชีวิต ขณะที่นายแสงชัย หรือที่เรียกกันว่า หมอแสง กลับยังเดินหน้าแจกสมุนไพรดังกล่าวในรูปแคปซูลต่อไปนั้น เนื่องจากมองว่าเป็นทางเลือกของผู้ป่วยระยะสุดท้าย และไม่เคยประกาศว่าเป็นยารักษาโรค

เมื่อวันที่ 25  เมษายน  นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ โรคมะเร็งครบวงจร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในฐานะอุปนายกสมาคมมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ออกมาประกาศผลเช่นนี้ ควรต้องให้ชัดเจนว่าไม่ได้ผล คือ ไม่ได้ผล เพราะหากบอกว่ามีผลต่อในเรื่องของคุณภาพชีวิตก็ต้องมีผลในเรื่องการศึกษา หรือเปรียบเทียบให้ชัดว่า ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างไร เพื่อให้สาธารณะทราบข้อเท็จจริงอย่างแท้จริง เช่น มีการเปรียบเทียบระหว่างกินกับไม่กิน ผลเป็นอย่างไร ส่วนที่ระบุว่า อาจทำให้มีผลต่อสภาพจิตใจ ทำให้มีกำลังใจ นั่นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่อย่าลืมว่าเซลล์มะเร็งไม่ได้ตายหรือหายไป ดังนั้น การจะมาพูดว่าทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นก็ต้องพูดให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นสังคมอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน

“การจะพูดว่าอาการดีขึ้นจากการรับประทานสมุนไพรนั้น วัดได้ยากหากไม่มีผลการศึกษาที่ชัดเจน เพราะอาจเป็นผลดีที่สืบเนื่องจากการรักษาของแพทย์แผนปัจจุบันอยู่แล้ว หรือคนไข้เพิ่งผ่านการรักษาจนจบคอร์ส ทั้งการฉายแสง การทำคีโมบำบัด และเมื่อมารับประทานสมุนไพรก็อาจดีขึ้น เนื่องจากฟื้นตัวแล้ว ตรงนี้จึงบอกไม่ได้ว่า เป็นผลดีจากอะไรกันแน่ ซึ่งกรณีที่นายแสงชัยบอกว่า หลายคนกินแล้วดีขึ้น ก็ต้องมีตัวชี้วัดว่าดีเพราะอะไร” นพ.วิโรจน์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า แม้ผลออกมาแต่นายแสงชัยยังคงจะแจกต่อไป เพราะมองว่าเป็นการตรวจสอบแค่ระดับหลอดทดลอง นพ.วิโรจน์ กล่าวว่า หลักของการศึกษาวิจัยนั้น ต้องเริ่มจากหลอดทดลอง ในห้องปฏิบัติการ หากไม่ส่งผลใดๆก็จบ เพราะหากไม่ส่งผลแล้วก็ไม่จำเป็นต้องศึกษาวิจัยในมนุษย์ หรือที่เรียกว่าในระดับคลินิก แต่หากส่งผลดีก็จะวิจัยต่อในมนุษย์ และการจะทดสอบในมนุษย์นั้น ก็ต้องผ่านคณะกรรมการจริยธรรมในมนุษย์ด้วย แต่สำหรับนายแสงชัย ไม่ได้มีตรงนี้ และพฤติกรรมการแจกสมุนไพรดังกล่าว แม้จะบอกว่าเป็นแคปซูล ไม่ได้บอกว่าเป็นยา แต่พฤติกรรมมีการแจก และยังจดรายละเอียดผู้ป่วย  ซึ่งพฤติกรรมเหมือนหมอ แต่ไม่มีใบประกอบโรคศิลปะ แบบนี้ไม่ถูกต้อง ที่สำคัญกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กลับให้ใบรับรองหมอพื้นบ้านถึงจะบอกว่า แค่รับรองภูมิปัญญา แต่ก็ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี ดูความเหมาะสมหรือไม่ เพราะกรณีนี้มีการแจก มีคนไปต่อคิวรับจำนวนมาก และไม่มีทางทราบเลยว่า ใครรับประทานไปแล้วผลหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร

“ผมมองว่า เรื่องนี้ต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบ อย่างกระทรวงสาธารณสุข ถือเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลเรื่องนี้ และควรต้องมีข้อบังคับ หรือกฎหมายอะไรหรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้น ในอนาคตก็จะมีเคสแบบนี้เกิดขึ้นอีก มีคนไปรอรับคิวสมุนไพร หรืออะไรก็ตามที่อาจบอกว่ารักษาโรคนั้นโรคนี้ได้ ยิ่งโรคมะเร็งยิ่งน่ากลัว และพอเขามาขอยื่นใบรับรอหมอพื้นบ้านก็ให้หมด และพอตรวจสอบสารออกฤทธิ์แล้วไม่พบประสิทธิภาพ แต่ก็ยังให้แจกต่อไปอีก แบบนี้ความเสี่ยงก็อยู่ที่ประชาชน ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีการควบคุมให้ดีหรือไม่” อุปนายกฯ กล่าว

Advertisement