‘หมอเณร’หมอสมุนไพรชื่อดังเมืองกาญจน์ งัดหลักฐานเพิ่มยื่นศาลปกครอง ฟ้อง สธ. 5 พันล้าน

26.04.18 | 15:13 น.

“หมอเณร” หมอสมุนไพรชื่อดังเมืองกาญจน์ งัดหลักฐานเพิ่มยื่นศาลปกครอง ฟ้องสาธารณสุข ชดใช้ค่าเสียหายกว่า 5,000 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 26 เมษายน ที่ศาลปกครอง นายชัยรัตน์ นนทชัย หรือหมอเณร หมอสมุนไพรชื่อดัง ต.สระลงเรือ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี เดินทางมาพร้อมทนายความ เพื่อยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อศาลปกครอง ภายหลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับศาลปกครองกลางให้รับคำฟ้อง

กรณีนายชัยรัตน์ เป็นโจทย์ฟ้อง กระทรวงสาธารณสุข กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ซึ่งใช้อำนาจหน้าที่ออกคำสั่งทางปกครองซึ่งเป็นการละเมิดเป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย โดยให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน จำนวน 5,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่ที่ศาลนัดฟ้อง

นายชัยรัตน์กล่าวว่า ที่ผ่านมาพยายามเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้พิจารณาผลงานที่จะรักษาผู้ป่วยด้วยสมุนไพรไทย แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน จึงยื่นหนังสือขอให้คณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบการรักษาโรคหัวใจ และโรคเบาหวาน แผลเน่า ด้วยสมุนไพรไทย สามารถรักษาโรคดังกล่าวได้จริง จึงมายื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ซึ่งขณะนี้ศาลได้รับฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว และต้องรอศาลนัดมาพิจารณาอีกครั้ง โดยวันนี้ได้นำเอกสารมายื่นเพิ่มเติม คือ รูปภาพที่เกี่ยวกับการรักษา และของที่เราได้รับความเสียหาย

Advertisement

“เราทำยาสมุนไพร และจะขายยาสมุนไพรไปต่างประเทศก็ขายไม่ได้ เช่น ยาที่สามารถระงับต่อต้านเชื้อไวรัสเอดส์ ที่ทางแอฟริกามาทำสัญญาซื้อขายกับเรา แต่ทาง อย.ของประเทศไทยไม่อนุญาต ส่วนค่าเสียหายที่เรียกร้องไปกว่า 5,000 ล้านบาทนั้น ถือว่าเป็นวิชาที่มีคุณค่าในการรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ ก็ต้องมีการผ่าตัดรักษา ใช้เงินจำนวนมาก จึงมองว่าจำนวนเงินดังกล่าวเป็นเรื่องเล็กน้อย ถ้าเทียบกับการรักษาในปัจจุบัน” นายชัยรัตน์กล่าว

นายชัยรัตน์กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. แก้รัฐธรรมนูญให้หน่วยงานรัฐมีหน้าที่ส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และสนับสนุนฟื้นฟู ส่งเสริม ก็จะเป็นการดี เช่น ม.55 ระบุไว้ว่า รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค”