ป้อมมหากาฬ ชุมชนดั้งเดิมแห่งสุดท้ายในกรุง

3.04.16 | 11:59 น.

โดย ณัชพิมพ์ รัตนาสินนอก

การไล่รื้อและประกาศให้ “ชุมชนป้อมมหากาฬ” ย้ายออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 30 เมษายน 2559 ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อจัดสร้างสวนสาธารณะตามโครงการอนุรักษ์โบราณสถานของชาติ กำลังจะทำให้วิถีชุมชนดั้งเดิมในเขตเมืองเลือนหายไปจากกรุงเทพฯ

แต่จะเป็นจริงตามที่นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์คาดการณ์ไว้หรือไม่ ยังไม่แน่ใจ

ทว่า หากย้อนความเป็นมา ป้อมมหากาฬ เป็น 1 ใน 14 ป้อมปราการ ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี 2326 ซึ่งเป็นช่วงระยะแรกของการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี พร้อมกับการสร้างพระบรมมหาราชวัง ขุดคูเมือง และก่อกำแพงโดยรอบพระนคร โดยป้อมมหากาฬตั้งอยู่กำแพงพระนครชั้นนอก ตามแนวคลองรอบกรุง หรือคลองโอ่งอ่าง มีตัวป้อมและกำแพงล้อมรอบเนื้อที่ภายในจำนวน 4 ไร่ 3 งาน 59.35 ตารางวา และเริ่มมีประชาชนเข้ามาตั้งบ้านเรือนอาศัยในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งทรงพระราชทานที่ดินบางส่วนให้ข้าราชบริพารที่ดูแลวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และวัดราชนัดดารามวรวิหาร

2

Advertisement

เจ้าหน้าที่ กทม.ติดตั้งป้ายประกาศแจ้งให้ชาวชุมชนป้อมมหากาฬย้ายออกจากพื้นที่

เมื่อดูตามที่ตั้งแล้ว ถือว่ามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าป้อมพระสุเมรุ เพราะตั้งอยู่ถนนราชดำเนินกลาง ช่วงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ มีระยะใกล้จนเดินถึงสถานที่สำคัญหลายแห่ง เป็นจุดที่ผ่านเหตุการณ์สำคัญทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะเหตุการณ์ทางการเมือง

ป้อมมหากาฬได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเฉพาะตัวป้อมกับตัวกำแพง เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2492 ซึ่งในปี 2521 คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ได้จัดทำแผนแม่บทอนุรักษ์พื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ รวมทั้งป้อมมหากาฬด้วย ดังนั้นการประกาศรื้อย้ายชุมชนในป้อมฯ จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะนโยบายดังกล่าวเริ่มดำเนินการมาเป็นเวลานาน

3

แต่เดิมภายในป้อมมหากาฬมีเจ้าของโฉนดที่ดินทั้งสิ้น 21 แปลง กทม.ได้ทยอยเจรจาซื้อที่ดินมาเรื่อยๆ เพื่อจะพัฒนาพื้นที่ ซึ่งในปี 2516 เทศบาลกรุงเทพมหานคร ชื่อของ กทม.ในสมัยนั้น สามารถจัดซื้อที่ดินมาได้ 11 แปลง เหลืออีก 10 แปลง ที่ยังเจรจาซื้อไม่ได้ ดังนั้นในปี 2535 จึงได้มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีการเวนคืนที่ดิน 10 แปลงที่เหลือ ซึ่งขณะนั้นมีบ้านเรือน 102 หลังคาเรือน และเจ้าของบ้านเรือนส่วนหนึ่งได้รับเงินและทยอยย้ายออกจากพื้นที่ ต่อมาในปี 2538 กทม.ได้รับสิทธิเป็นเจ้าของที่ดินภายในป้อมมหากาฬทั้งหมด แต่ต้องทยอยเจรจากับบ้านเรือนบางหลังที่ยังไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ จนถึงวันนี้ก็ร่วม 24 ปีแล้ว กับการรื้อย้ายชุมชน

ปัจจุบันเหลือบ้านเรือนภายในป้อมมหากาฬทั้งสิ้น 56 หลัง มีจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎร์ 283 คน ในจำนวนนี้มี 37 หลัง ได้โอนกรรมสิทธิ์ให้ กทม.แล้ว และมี 5 หลัง ที่รับเงินแล้วร้อยละ 75 ของจำนวนเงินที่ได้รับพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ให้ กทม. ขณะที่อีก 14 หลัง ไม่ยินยอมเจรจาและติดต่อรับเงินชดเชย

“พีระพล เหมรัตน์” รองประธานชุมชนป้อมมหากาฬ บอกว่าเรียกร้องให้ กทม.ทบทวนแนวทางรื้อย้าย เพราะการที่ กทม.จะพัฒนาพื้นที่ป้อมมหากาฬให้เป็นสวนสาธารณะนั้น ควรมีสิ่งมีชีวิตอยู่ด้วย ซึ่งชาวชุมชนพร้อมจะเป็นอาสาเฝ้าเวรยาม ดูแลรักษาสวนสาธารณะให้ ซึ่งจะเสนอ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.พิจารณา 1.ขอคืนเงินชดเชยทั้งหมดโดยจะผ่อนชำระเป็นงวด และขอแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยร่วมกันด้วยการเช่าพื้นที่ระยะยาว 2.ขอเป็นเวรยามดูแลพื้นที่ 3.ดูแลรักษาสวนสาธารณะแห่งนี้ 4.ให้ชุมชนป้อมมหากาฬเป็นแหล่งท่องเที่ยว และ 5.เป็นชุมชนตัวอย่างที่ทำงานควบคู่กับหน่วยงานรัฐ

ขณะที่นักวิชาการหลายคน ได้ออกมาเสนอแนวทางพัฒนาเช่นกัน และไม่เห็นด้วยที่จะรื้อย้ายชุมชน เพราะชุมชนป้อมมหากาฬ เป็นชุมชนประวัติศาสตร์แห่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ

แต่การติดประกาศให้ย้ายออกจากพื้นที่ครั้งนี้ ดูเหมือนจะเอาจริง เพราะ กทม.เมินข้อเสนอทั้งหลาย ซึ่ง “ศักดิ์ชัย บุญมา” ผู้อำนวยการกองจัดการกรรมสิทธิ์ สำนักการโยธา กทม. บอกว่า คณะทำงานพัฒนาพื้นที่บริเวณป้อมมหากาฬชุดที่ตั้งขึ้นใหม่ จะพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือประชาชนหลังจากย้ายออกจากพื้นที่แล้ว รวมถึงจะหารือแนวทางพัฒนาพื้นที่ด้วย ส่วนข้อเสนอที่ให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป้อมมหากาฬนั้น เรื่องนี้ผ่านการพิจารณามาตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งสรุปว่าทำไม่ได้

ประเด็นนี้จึงต้องจับตา

ที่มา มติชนรายวัน 3 เมษายน 2559