โดย ณัชพิมพ์ รัตนาสินนอก
การไล่รื้อและประกาศให้ “ชุมชนป้อมมหากาฬ” ย้ายออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 30 เมษายน 2559 ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อจัดสร้างสวนสาธารณะตามโครงการอนุรักษ์โบราณสถานของชาติ กำลังจะทำให้วิถีชุมชนดั้งเดิมในเขตเมืองเลือนหายไปจากกรุงเทพฯ
แต่จะเป็นจริงตามที่นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์คาดการณ์ไว้หรือไม่ ยังไม่แน่ใจ
ทว่า หากย้อนความเป็นมา ป้อมมหากาฬ เป็น 1 ใน 14 ป้อมปราการ ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี 2326 ซึ่งเป็นช่วงระยะแรกของการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี พร้อมกับการสร้างพระบรมมหาราชวัง ขุดคูเมือง และก่อกำแพงโดยรอบพระนคร โดยป้อมมหากาฬตั้งอยู่กำแพงพระนครชั้นนอก ตามแนวคลองรอบกรุง หรือคลองโอ่งอ่าง มีตัวป้อมและกำแพงล้อมรอบเนื้อที่ภายในจำนวน 4 ไร่ 3 งาน 59.35 ตารางวา และเริ่มมีประชาชนเข้ามาตั้งบ้านเรือนอาศัยในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งทรงพระราชทานที่ดินบางส่วนให้ข้าราชบริพารที่ดูแลวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และวัดราชนัดดารามวรวิหาร

เจ้าหน้าที่ กทม.ติดตั้งป้ายประกาศแจ้งให้ชาวชุมชนป้อมมหากาฬย้ายออกจากพื้นที่
เมื่อดูตามที่ตั้งแล้ว ถือว่ามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าป้อมพระสุเมรุ เพราะตั้งอยู่ถนนราชดำเนินกลาง ช่วงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ มีระยะใกล้จนเดินถึงสถานที่สำคัญหลายแห่ง เป็นจุดที่ผ่านเหตุการณ์สำคัญทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะเหตุการณ์ทางการเมือง
ป้อมมหากาฬได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเฉพาะตัวป้อมกับตัวกำแพง เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2492 ซึ่งในปี 2521 คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ได้จัดทำแผนแม่บทอนุรักษ์พื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ รวมทั้งป้อมมหากาฬด้วย ดังนั้นการประกาศรื้อย้ายชุมชนในป้อมฯ จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะนโยบายดังกล่าวเริ่มดำเนินการมาเป็นเวลานาน

แต่เดิมภายในป้อมมหากาฬมีเจ้าของโฉนดที่ดินทั้งสิ้น 21 แปลง กทม.ได้ทยอยเจรจาซื้อที่ดินมาเรื่อยๆ เพื่อจะพัฒนาพื้นที่ ซึ่งในปี 2516 เทศบาลกรุงเทพมหานคร ชื่อของ กทม.ในสมัยนั้น สามารถจัดซื้อที่ดินมาได้ 11 แปลง เหลืออีก 10 แปลง ที่ยังเจรจาซื้อไม่ได้ ดังนั้นในปี 2535 จึงได้มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีการเวนคืนที่ดิน 10 แปลงที่เหลือ ซึ่งขณะนั้นมีบ้านเรือน 102 หลังคาเรือน และเจ้าของบ้านเรือนส่วนหนึ่งได้รับเงินและทยอยย้ายออกจากพื้นที่ ต่อมาในปี 2538 กทม.ได้รับสิทธิเป็นเจ้าของที่ดินภายในป้อมมหากาฬทั้งหมด แต่ต้องทยอยเจรจากับบ้านเรือนบางหลังที่ยังไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ จนถึงวันนี้ก็ร่วม 24 ปีแล้ว กับการรื้อย้ายชุมชน
ปัจจุบันเหลือบ้านเรือนภายในป้อมมหากาฬทั้งสิ้น 56 หลัง มีจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎร์ 283 คน ในจำนวนนี้มี 37 หลัง ได้โอนกรรมสิทธิ์ให้ กทม.แล้ว และมี 5 หลัง ที่รับเงินแล้วร้อยละ 75 ของจำนวนเงินที่ได้รับพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ให้ กทม. ขณะที่อีก 14 หลัง ไม่ยินยอมเจรจาและติดต่อรับเงินชดเชย
“พีระพล เหมรัตน์” รองประธานชุมชนป้อมมหากาฬ บอกว่าเรียกร้องให้ กทม.ทบทวนแนวทางรื้อย้าย เพราะการที่ กทม.จะพัฒนาพื้นที่ป้อมมหากาฬให้เป็นสวนสาธารณะนั้น ควรมีสิ่งมีชีวิตอยู่ด้วย ซึ่งชาวชุมชนพร้อมจะเป็นอาสาเฝ้าเวรยาม ดูแลรักษาสวนสาธารณะให้ ซึ่งจะเสนอ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.พิจารณา 1.ขอคืนเงินชดเชยทั้งหมดโดยจะผ่อนชำระเป็นงวด และขอแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยร่วมกันด้วยการเช่าพื้นที่ระยะยาว 2.ขอเป็นเวรยามดูแลพื้นที่ 3.ดูแลรักษาสวนสาธารณะแห่งนี้ 4.ให้ชุมชนป้อมมหากาฬเป็นแหล่งท่องเที่ยว และ 5.เป็นชุมชนตัวอย่างที่ทำงานควบคู่กับหน่วยงานรัฐ
ขณะที่นักวิชาการหลายคน ได้ออกมาเสนอแนวทางพัฒนาเช่นกัน และไม่เห็นด้วยที่จะรื้อย้ายชุมชน เพราะชุมชนป้อมมหากาฬ เป็นชุมชนประวัติศาสตร์แห่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ
แต่การติดประกาศให้ย้ายออกจากพื้นที่ครั้งนี้ ดูเหมือนจะเอาจริง เพราะ กทม.เมินข้อเสนอทั้งหลาย ซึ่ง “ศักดิ์ชัย บุญมา” ผู้อำนวยการกองจัดการกรรมสิทธิ์ สำนักการโยธา กทม. บอกว่า คณะทำงานพัฒนาพื้นที่บริเวณป้อมมหากาฬชุดที่ตั้งขึ้นใหม่ จะพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือประชาชนหลังจากย้ายออกจากพื้นที่แล้ว รวมถึงจะหารือแนวทางพัฒนาพื้นที่ด้วย ส่วนข้อเสนอที่ให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป้อมมหากาฬนั้น เรื่องนี้ผ่านการพิจารณามาตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งสรุปว่าทำไม่ได้
ประเด็นนี้จึงต้องจับตา
ที่มา มติชนรายวัน 3 เมษายน 2559

