ตร.บุรีรัมย์ จับหนุ่มแสบอ้างเป็น ‘พ.ต.ท.’ ใช้ชื่อกอ.รมน.รีดเงิน 5หมื่น ช่วยวิ่งหลุดคดียาเสพติด

28.04.18 | 14:55 น.

เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) เปิดเผยถึงการจับกุมคนร้ายอ้างตัวเป็นตำรวจเรียกรับเงิน 50,000 บาท เพื่อช่วยพ้นคดียาเสพติด ว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายน ที่ผ่านมาเวลาประมาณ 05.30 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการยาเสพติดภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกันจับกุมตัวนายชนกันต์ หรือต้อม ดาวสันเทียะ อายุ 35 ปี ในข้อหา “ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ,แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ,ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และหมิ่นประมาทผู้อื่น”

ซึ่งสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 เมษายน ได้มีนางรักชม สุทธิสาร มาพบ พ.ต.ท.สยาม เกียรติบรรจง ที่ทำการปราบปรามยาเสพติด ภ.จว. บุรีรัมย์ เพื่อนำเงินจำนวน 20,000 บาท มาให้ตามที่ตกลงกันไว้เพื่อช่วยเหลือนายพิทักษ์ สุทธิสาร น้องชายของนางรักชมฯ ซึ่งถูกจับก่อนหน้านี้ให้หลุดพ้นคดีหรือให้รับโทษน้อยลงแต่ พ.ต.ท.สยาม ไม่ทราบเรื่อง จึงได้สอบถามนางรักชม จนทราบว่าก่อนเกิดเหตุได้มีคนร้ายใช้โทรศัพท์หมายเลขหนึ่งใช้ไลน์ชื่อว่า “กอ.รมน.” แอบอ้างว่าเป็น พ.ต.ท.สยาม เกียรติบรรจง ปฏิบัติหน้าที่ รองหัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ร่วมกับพวกจับกุมนายพิทักษ์ น้องชายของนางรักชม ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ ได้เรียกเงินค่าช่วยเหลือจำนวน 50,000 บาทเพื่อให้หลุดพ้นคดีหรือให้รับโทษน้อยลง นางรักชม เกิดหลงเชื่อเพราะในขณะที่นายพิทักษ์ ถูกจับกุมและสอบสวนขยายผลนั้น นางรักชม ได้มาเยี่ยมนายพิทักษ์ และทราบว่า พ.ต.ท.สยาม เป็นชุดจับกุมนายพิทักษ์ และมีตัวตนจริง อีกทั้งผู้ต้องหาที่อ้างตัวได้ส่งบันทึกจับกุมที่จัดทำปลอมขึ้นส่งทางแฟกซ์และระบบไลน์มาให้ดูด้วย ทำให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากขึ้น นางรักชม หลงเชื่อว่าเป็นความจริง ได้โอนเงินเข้าบัญชีผู้ต้องหารวมเป็นเงิน 30,000 บาท ส่วนที่เหลือนัดหมายจ่ายกันในภายหลังคือวันที่ 20 เมษายน นางรักชม จึงทราบว่าถูกหลอกลวงแล้วจึงได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีที่ สภ.เมืองบุรีรัมย์

“ตำรวจจึงเริ่มทำการสืบสวนสอบสวน จนทราบว่าผู้ที่กดเบิกถอนเงินในบัญชีที่นางรักชม โอนไป คือ น.ส.สายฝน ปะคำปรึก อายุ 31 ปี เป็นภรรยาของผู้ต้องหา จึงได้ติดตามตัว น.ส.สายฝน มาสอบสวนซึ่ง น.ส.สายฝน รับว่าผู้ใช้ให้มากดเงินคือนายชนกันต์ ผู้ต้องหาในคดีนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำติดตามตัวจนสามารถจับกุมตัวนายชนกันต์ พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือ,รูปถ่ายของนายชนกันต์ ในชุดเครื่องแบบข้าราชการตำรวจปกติขาว นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย ในข้อหา “ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ,แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ,ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และหมิ่นประมาทผู้อื่น” รองโฆษกตร.กล่าว

รองโฆษก ตร. กล่าวต่อว่า ผู้ต้องหามีวิธีการกระทำความผิดที่แนบเนียน อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีตัวตนอยู่จริง ใช้รูปโปรไฟล์แต่งเครื่องแบบตำรวจ และมีการส่งเอกสารแฟกซ์บันทึกการจับกุมเพื่อทำให้เกิดความน่าเชื่อถือจนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้ ต้องขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำงานอย่างรวดเร็วทั้งการรวบรวมพยานหลักฐาน,การติดตามภาพจากกล้องจรปิดจนสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ในที่สุด ที่ผ่านมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งการมาโดยตลอด ตำรวจต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ใช่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วไปปฏิบัติหน้าที่เหลื่อมล้ำกับกฎหมายเสียเองโดยเฉพาะการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาให้พ้นจากกระทำความผิด ทาง ผบ.ตร.ยอมรับไม่ได้ ไม่เลี้ยงไว้อยู่แล้วต้องดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญา แต่หากเป็นกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าตำรวจ คอยสร้างความเดือดร้อนต่อพี่น้อง ประชาชน อีกทั้งเป็นการทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อองค์กร ต้องเร่งสืบสวน ติดตาม จับกุม ให้ได้โดยเร็วเพื่อให้พี่น้องประชาชนเกิดความมั่นใจและเชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนเคยได้รับความเสียหายจากการกระทำในลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งความร้องทุกข์เพื่อเอาผิดกับผู้ต้องหารายนี้ได้ อีกทั้งขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนในการสอดส่องดูแลและร่วมแจ้งเบาะแส ข้อมูลของผู้กระทำความผิด โดยสามารถแจ้งข้อมูลมายังสถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียงหรือแจ้งหมายังหมายเลข สายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง