มุมมอง ‘ไตรภาคี’ ทิศทาง ‘แรงงานไทย’

29.04.18 | 13:43 น.

หมายเหตุ – ความคิดเห็นของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม


 

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

เนื่องในวันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวัน “แรงงานแห่งชาติ” ขอส่งความระลึกถึงและความปรารถนาดีให้แก่พี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกสาขาอาชีพทั้งในและต่างประเทศ ขอบคุณผู้ใช้แรงงานที่มีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้แก่เศรษฐกิจและสังคมของชาติมาโดยตลอด

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานไม่มีของขวัญพิเศษใดๆ ให้แก่ผู้ใช้แรงงาน แต่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของผู้ใช้แรงงาน จึงมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานและครอบครัวให้มีความมั่นคงและสามารถดำรงชีพได้อย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรีตามนโยบายรัฐบาล ทั้งในด้านการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว การผลักดันและเร่งรัดแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ การทำประมงผิดกฎหมาย การป้องกันการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย การแก้ปัญหาการหลอกลวงแรงงาน การส่งเสริมให้คนพิการเข้าทำงาน การส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ การขับเคลื่อนนโยบาย Safety Thailand การผลักดันแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคม การยกระดับคุณภาพฝีมือแรงงาน เพิ่มขีดความสามารถแรงงานไทยให้มีสมรรถนะสูง การสร้างหลักประกันสังคมที่เป็นธรรม และการยกระดับสายด่วน 1506

Advertisement

สิ่งเหล่านี้เป็นนโยบายเร่งด่วนที่กระทรวงแรงงานจะดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียมให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ใช้แรงงานและครอบครัว พร้อมกันนี้ ขอเชิญชวนผู้ใช้แรงงานทุกคนร่วมน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อให้มีความพอประมาณ มีเหตุผล มีความรู้คู่คุณธรรม เกิดภูมิคุ้มกันที่ดีและมีความสมดุลทุกด้าน อันจะนำไปสู่สังคมที่สงบสุข สันติ มีความสมานฉันท์ ปรองดองสู่เป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

“สำหรับปีนี้ สิ่งที่ผู้ใช้แรงงานได้รับแล้วคือ การได้ปรับขึ้นค่าจ้างรายวันขั้นต่ำซึ่งมีผลทั่วประเทศเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา แม้ตัวเลขที่ได้รับจะไม่เท่ากันทั่วประเทศ แต่ปีนี้ถือว่าได้ปรับขึ้นในอัตราที่สูงกว่าปีก่อนๆ เฉลี่ยร้อยละ 5 แต่หากถามว่า แล้วผู้ใช้แรงงานจะมีโอกาสได้ขึ้นค่าจ้างรายวันขั้นต่ำทุกปีและเท่ากันทั่วประเทศตามที่มีการเรียกร้องหรือไม่นั้น ณ วันนี้ ผมยังตอบชัดเจนไม่ได้ ต้องขอพิจารณาความเหมาะสมจากสภาพความเป็นจริงด้านอื่นๆ ทั้งเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ ความสามารถในการแข่งขัน ฯลฯ ประกอบด้วย แต่ขอให้ทุกคนมั่นใจว่าเราจะพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อผู้ใช้แรงงานทุกคน อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากการขึ้นค่าจ้างรายวันขั้นต่ำแล้ว ขณะนี้กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ยังได้เพิ่มสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่างๆ ให้กับผู้ใช้แรงงานที่เป็นผู้ประกันตนหลายด้าน อาทิ การขยายอายุเกษียณ การเพิ่มเงินบำนาญชราภาพ การให้เงินกู้ ฯลฯ และในเดือนมิถุนายนนี้ จะเริ่มจัดฝึกอบรมทักษะอาชีพให้อีกประมาณ 6 แสนคนด้วย”


 

สุพันธุ์ มงคลสุธี
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะนายจ้าง

การจ้างงานของภาคอุตสาหกรรมต้องขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจไทย ถ้าเศรษฐกิจขยายตัวก็ทำให้การจ้างงานดีขึ้น การว่างงานลดลง โดยปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขยายตัว เป็นการขยายตัวต่อเนื่องมาจากปี 2560 ทั้งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ยอดขายรถยนต์ ส่งออกขยายตัวดีโดยผลจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวส่งผลดีต่อการประกอบกิจการของธุรกิจทั้งขนาดใหญ่ ตลอดจนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)

ทั้งนี้ จากเทคโนโลยีการผลิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีต้องปรับตัว โดยเฉพาะการหันไปพึ่งพาหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ซึ่งปัจจุบันราคาหุ่นยนต์ลดลงมากกว่า 50% ของราคาที่เปิดตัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อประกอบการคำนวณกับต้นทุนแรงงานคน พบว่ามีความคุ้มค่า ขณะเดียวกันด้วยการแข่งขันของผู้ผลิตหลายรายทั้งจากจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ก็ทำให้คุณภาพเพิ่มขึ้น มีความฉลาด และมีความแม่นยำ แต่ราคาลดลง คล้ายกับเทคโนโลยีการผลิตทีวี ที่อดีตมีราคาสูงและขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันราคาถูกลงและหน้าจอบางลงมาก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) เข้าถึงการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ปัจจัยที่ทำให้การใช้หุ่นยนต์มีความต้องการสูงยังมาจากค่าแรงขั้นต่ำของไทยที่ปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อราคาค่าแรงในระดับที่สูงขึ้น ดังนั้นการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจึงเป็นทางเลือกในการลดต้นทุนการจ้างงาน ประกอบกับตัวแรงงานกลุ่มต่างด้าวที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมไทย เชื่อว่าอนาคตแรงงานกลุ่มนี้จะทยอยกลับประเทศตัวเอง เพื่อกลับไปทำงาน รองรับการจ้างงานที่จะขยายตัวตามเศรษฐกิจในประเทศ

สำหรับภาครัฐ สิ่งที่ควรมีคือการออกมาตรการเข้ามารองรับการจ้างงานที่ปรับตัวในปัจจุบัน โดยรัฐควรกำหนดนโยบายสนับสนุนทางการเงิน ตลอดจนการวิจัยและพัฒนา ซึ่งปัจจุบันด้านการเงินมีพอสมควร อาทิ กองทุนเอสเอ็มอีที่เข้ามาสนับสนุนการปรับตัวของภาคเอกชน แต่ที่ยังน้อยอยู่คือ การสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา ควรจริงจังด้านนี้มากขึ้น โดยกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ควรร่วมมือกันในการพัฒนา อาจทุ่มงบประมาณ

ทั้งนี้ นโยบายการทำงานของ ส.อ.ท. ผมอยากให้เป็นอินดัสทรี ทรานส์ฟอร์เมชั่น เพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งที่เป็นสมาชิกของ ส.อ.ท. และผู้ประกอบการทั่วไปมีการปรับตัว โดยการปรับตัวนั้นมีทั้งการสนับสนุนเครื่องมือ การอบรมให้ความรู้ การประสานกับหน่วยงานรัฐในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงความช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและความรู้จากหน่วยงานรัฐ โดย ส.อ.ท.เตรียมจัดงานเน้นช่วยเหลือเอสเอ็มอี ซึ่งปี 2561 เตรียมไว้หลายกิจกรรม เพราะผู้ประกอบการในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะเอสเอ็มอี หากไม่เข้าถึงข้อมูลหน่วยงานรัฐ จะลำบาก เพราะธุรกิจปัจจุบันอย่างเอสเอ็มอีจะอยู่รอดต้องมีพันธมิตร ต้องวิ่งหารัฐ


 

สาวิทย์ แก้วหวาน
ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)
และเลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)

ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ กลุ่มผู้ใช้แรงงานก็ยังคงแสดงออกถึงจุดยืนด้านแรงงานต่อรัฐบาลต่อไป และแม้ว่ากลุ่มผู้ใช้แรงงานจะมีการแยกกันจัดเวทีดังกล่าว โดยคณะกรรมการจาก 15 สภาองค์การลูกจ้าง 1 สหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย และ 1 กลุ่มแรงงานนอกระบบ ที่มีนายพนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย เป็นประธาน จะร่วมจัดกิจกรรมวันแรงงานแห่งชาติกับรัฐบาล มีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 10 ข้อ คือ 1.ขอให้รัฐบาลแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โดยให้กำหนดอายุเกษียณของลูกจ้างที่ 60 ปี ในกรณีลูกจ้างมีอายุ 55 ปี ต้องการลาออก ให้นายจ้างอนุญาต โดยได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับคนที่เกษียณ 60 ปี 2.ขอให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ปรับฐานการรับเงินบำนาญ โดยให้มีอัตราเริ่มต้นที่ 5,000 บาทต่อเดือน 3.ผู้ประกันตนที่พ้นสภาพจากมาตรา 33 และรับบำนาญ ให้มีสิทธิสมัครมาตรา 39 โดยไม่ตัดสิทธิรับเงินบำนาญ 4.ลูกจ้างพ้นสภาพจากการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ให้ สปส.ใช้ฐานเงินเดือนตามมาตรา 33 เดิม คำนวณเป็นฐานรับบำนาญ 5.ให้รัฐกำหนดให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นภาคบังคับที่นายจ้างต้องจัดให้มีขึ้นและกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินกองทุนเมื่อสิ้นสุดการเป็นลูกจ้าง 6.ให้รัฐเร่งรัดออกกฎหมายที่สนับสนุนการสร้างเสริมระบบธรรมาภิบาลในรัฐวิสาหกิจและยุติการแปรสภาพรัฐวิสาหกิจให้กลายเป็นองค์กรมหาชนหรืออื่นใดที่เป็นการแบ่งผลกำไรจากรัฐไปให้เอกชน 7.ให้รัฐออกกฎหมายคุ้มครองส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพแรงงานนอกระบบและมีสิทธิจัดตั้งองค์กรได้ 8.ให้รัฐดำเนินการให้มีการรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับ 87 และ 98 9.ขอให้แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 ให้เป็นภาคบังคับ และมีโทษทางอาญากรณีนายจ้างไม่ปฏิบัติตาม และ 10.ให้รัฐบาลสั่งให้กระทรวงแรงงานปฏิบัติการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 74 อย่างเคร่งครัด โดยให้นายจ้างและลูกจ้างและรัฐบาล ร่วมกันดำเนินการตัดสินใจโดยเฉพาะในระบบแรงงานสัมพันธ์

ขณะที่ คสรท.และ สรส.จะจัดกิจกรรมวันกรรมกรสากล แต่ปีนี้จะไม่มีการยื่นข้อเรียกร้องใหม่เพิ่มเติม แต่จะทวงถามไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ถึงข้อเรียกร้องเดิม 10 ข้อ ที่ยื่นไว้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 เพราะเห็นว่ายังไม่มีข้อใดได้รับการแก้ไข อาทิ ค่าจ้างแรงงานเท่ากันทั้งประเทศ ประกันสังคมไม่ได้ครอบคลุมการรักษาทุกโรค และปัญหาของแรงงานยังมีความรุนแรงมากขึ้น

“เมื่อปี 2560 พวกเราได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 10 ข้อ แต่พบว่าตลอด 1 ปีหลังจากรัฐบาลรับเรื่องไว้ มีเพียงการให้หน่วยงานตอบกลับหรือชี้แจงแบบกว้างๆ ไม่มีการดำเนินการตามข้อเรียกร้อง หรือให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้แรงงานและขบวนการแรงงาน ไม่มีระยะเวลาชี้ชัดว่าจะดำเนินการเมื่อใด พัฒนาการ ความก้าวหน้าและจังหวะก้าวในการทำงานไม่มี วันนี้ค่าจ้างขั้นต่ำ 308-330 บาท ยังไม่พอ เราต้องการให้ปรับให้เท่ากันทั่วประเทศ ให้สามารถเลี้ยงสมาชิกในครอบครัวได้ 3 คน พวกเราไม่ปฏิเสธแนวคิดที่จะให้แรงงานสามัคคีร่วมกันจัดงาน แต่หลักการต้องชัดเจนคือ วันกรรมกร ต้องให้กรรมกรเป็นเจ้าภาพจัดงาน ไม่ใช่จัดร่วมกับภาครัฐ และให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทแบบทุกวันนี้

ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ผู้ใช้แรงงานจะตั้งขบวนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และจะเคลื่อนขบวนไปทวงข้อเรียกร้องที่ทำเนียบรัฐบาลแน่นอน