วงเสวนายัน ต้อง ‘ปฏิรูปตำรวจ’ รบ.เป็นผู้มีอำนาจต้องจริงจัง-ตั้งใจทำจริง

29.04.18 | 17:18 น.
จากซ้าย นายบุญแทน, นายทัศนัย, ผู้ดำเนินรายการ, ดร.รัชดา และ พ.ต.อ.วิรุตม์

เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) Police Watch จัดเสวนา “กรรมการชุดมีชัย ปฏิรูปตำรวจอย่างไร จึงจะตอบโจทย์ประชาชน” โดยมี ดร.รัชดา ธนาดิเรก อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์, นายทัศนัย ไชยแขวง อุปนายกฯ สภาทนายความ, นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และ พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ ร่วมเสวนา

ดร.รัชดากล่าวว่า ตนจับตามองและคาดหวังกับการปฏิรูปอย่างมาก อีกทั้งมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องปฏิรูปตำรวจ แต่จะปฏิรูปอย่างไร ต้องเริ่มจากการตั้งเป้าหมาย มีวัตถุประสงค์ที่แน่นอนว่าทำเพื่อประชาชน อำนวยความสะดวกให้ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม และต้องไม่รังแกประชาชน ขณะเดียวกัน การปฏิรูปตำรวจต้องมีเป้าหมายเพื่อดูแลตำรวจด้วยกันเอง

“ปัญหาคือ รัฐบาลไม่ตระหนักปัญหาที่อยู่ตรงหน้า เช่น 1.ขาดอัตรากำลังคน แล้วจะคาดหวังให้ตำรวจดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างไร 2.ทรัพยากร เช่น ขาดพาหนะ ขาดค่าตอบเเทนอย่างเพียงพอ 3.การเเทรกแซงคดี และ 4.แทรกแซงเรื่องขั้นและการเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งตำรวจดีๆ จำนวนมากลาออกเพราะท้อแท้ ถ้าไม่มีเส้น ทำให้การโยกย้ายตำแหน่งไม่เป็นธรรม” ดร.รัชดากล่าว เเละว่า ทิศทางการปฏิรูปควรจะต้อง 1.กระจายอำนาจ เพื่อไม่ให้อำนาจกระจุกตัว รวมถึงกระจายอำนาจไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดอย่าง เช่น นครบาล 2.การเเต่งตั้งโยกย้ายให้อยู่ในระดับท้องถิ่นโดยมีส่วนกลางกำกับดูแล 3.งานสอบสวบให้เป็นอิสระ ให้ขึ้นกับหน่วยงานอื่น เช่น กระทรวงยุติธรรม คือจะทำอย่างไรให้งานสอบสวนเป็นอิสระ

“มีประเด็นที่อยากเสนอเพิ่มเติมคือ ควรมีพนักงานสอบสวนที่เป็นผู้หญิงประจำอยู่ทุกสถานนีตำรวจ เพื่อดูเเลผู้หญิงในคดีล่วงละเมิดทางเพศ และยังคาดหวังให้รัฐบาลชุดนี้ชัดเจนว่าจะปฏิรูปอะไรบ้าง ถ้ามีอำนาจเบ็ดเสร็จขนาดนี้ แต่ 4 ปีที่ผ่านมาก็ยังไม่ทำ เมื่อมีอำนาจเเล้ว ถ้าไม่รู้จักใช้อำนาจก็เสียของ แม้จะยากแต่เชื่อว่าทำได้ แต่ต้องอยู่ที่ความตั้งใจจริงของผู้มีอำนาจ ขอให้รัฐบาลชุดนี้ช่วยบอกแนวทางที่ชัดเจนด้วย” ดร.รัชดากล่าว

นายทัศนัยกล่าวว่า เมื่อพูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจแล้วอาจดูยุ่งยาก ซับซ้อน แต่ถ้ามองว่าไม่ใช่การกระจายอำนาจ แต่เป็นการคืนอำนาจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้รักษากฎหมายฉบับนั้น เช่น การกระทำผิดที่ต่างจังหวัดก็ให้อำนาจการสอบสวนและอำนาจจับกุมกับพื้นที่นั้นบริหารจัดการเอง จะทำให้ภารกิจของตำรวจที่เป็นผู้รักษากฎหมายลดลง อีกทั้งอยากให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างตำรวจชั้นสอบสอน โดยพิจารณาอย่างรอบด้าน แต่ไม่ถึงขั้นเปลี่ยนระบบสอบสวน เนื่องจากสังคมคุ้นชินแบบนี้มานาน

Advertisement

“หลายกระแสพูดถึงพนักงานสอบสวนและพนักงานจับกุมว่ามีอำนาจมากไปหรือไม่ ส่วนตัวเห็นควรให้พิจารณาเรื่องอำนาจอย่างรอบด้าน รวมถึงการลุแก่อำนาจ หรือการใช้อำนาจเกินขอบเขตนั้น จะเห็นว่าเมื่อผู้ต้องหาถูกจับกุมไปที่โรงพัก เรามีกฎหมายที่ให้สิทธิผู้ต้องหาและจำเลยจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมาเกิดคำครหาว่าผู้ต้องหาไม่ได้รับสิทธินี้ ซึ่งมีวิธีป้องกันคือ ให้เขาเข้าถึงทนายความอย่างทันท่วงที เข้าถึงญาติพี่น้องในการร่วมรับฟังการสอบสวน หรือเข้าถึงอำนาจรัฐเข้าไปในทันที เพื่อคุ้มครองชั่วคราว หรือประกันตัว หากจะปฏิรูปตำรวจก็ควรให้เขาเข้าถึงความช่วยเหลือเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที” นายทัศนัยกล่าว

ด้าน พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวว่า ปัญหาการปฏิรูปตอนนี้คือการตระหนักรู้ถึงปัญหาของตำรวจ และความจริงจังของผู้มีอำนาจในการปฏิรูป อีกประการหนึ่งคือการซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งไม่ควรจะมีปัญหานี้เกิดขึ้นเลยในประเทศ และคนที่ควรเข้ามาปฏิรูปตำรวจต้องไม่ใช่ตำรวจ ควรเป็นเหล่าผู้ต้องหา หรือผู้เคยอยู่ในกระบวนการยุติธรรมแต่ไม่ได้รับความเป็นธรรมมากกว่า เพราะกลุ่มคนเหล่านี้จะทราบปัญหาจริงๆ ของระบบตำรวจ

“ควรมีหัวหน้าสอบสวนมาคุมพนักงานสอบสวนอีกที โดยให้มีทุกสถานีตำรวจ หัวหน้าสถานีจะไม่เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนอีกต่อไป การสอบสวนต้องมีความเป็นอิสระ ปราศจากการเเทรกแซงหรือสั่งการตามชั้นยศ และการปฏิรูปคือการจัดโครงสร้างรูปแบบใหม่ เปลี่ยนแปลงทั้งระบบงาน จึงไม่ควรมีตำรวจผู้ใหญ่เข้ามาในคณะปฏิรูป เพราะจะมาเบี่ยงเบนประเด็นการปฏิรูป เนื่องจากตำรวจเหล่านี้ไม่ต้องการปฏิรูปตำรวจ อีกทั้งงานสอบสวนขาดการตรวจสอบจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง ระบบการสอบสวนมีปัญหาเชิงระบบ จึงเรียกร้องและเสนอให้พนักงานอัยการเข้าไปตรวจสอบคดีสำคัญหรือคดีใหญ่ อัยการเองต้องพัฒนาให้มีความพร้อมในการสอบสวนด้วย” พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าว

นายบุญแทนกล่าวว่า นึกถึงเมื่อหลายปีก่อนที่เข้าร่วมเสวนาในห้องนี้ ได้เรียนรู้ว่า 80% ของตำรวจไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปตำรวจ แต่หลายเดือนก่อนมีผลสำรวจจากนิด้าโพล ระบุว่า 80% ของประชาชนที่ตอบแบบสอบถามเห็นควรให้ปฏิรูปตำรวจ ดูแล้วย้อนแย้งกัน ซึ่งปัญหาที่สำคัญคือ ประชาชนต้องเป็นโจทย์การปฏิรูปตำรวจ ไม่ใช่ปะผุตำรวจ เพราะตลอด 10 ที่ผ่านมาดูเป็นการปะผุตำรวจมากกว่า หากมองย้อนกลับไป จุดสำคัญที่มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างชัดเจนคือ กรณี น.ส.เชอร์รี่ แอน ดันแคน จนเมื่อปี 2546 มีความพยายามฟื้นอดีตสิ่งนี้ขึ้น เนื่องจากอาชญากรตัวจริงรับสารภาพ โดยสิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นคือการปฏิรูปการสอบสวน

“เมื่อพูดถึงการปฏิรูปตำรวจแล้ว ประเด็นสำคัญคือ ประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศได้รับสิทธิโดยชอบธรรมอย่างไร สิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่พูดถึงเรื่องการปฏิรูปตำรวจ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในมาตรา 258 และมาตรา 260 นำมาสู่การตั้งกรรมการ ได้ตอบโจทย์ตรงนี้มากน้อยขนาดไหน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ากรรมการของ อ.มีชัย ฤชุพันธุ์ จะเป็นชุดสุดท้ายหรือไม่ สังคมไทยเราจะเดินหน้าไปอย่างไร ที่ผ่านมาเรามีข้อเสนอมากมาย แต่ไม่นำมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนหนึ่งเพราะตำรวจเองต่อต้านการปฏิรูป ประชาชนยังไม่รู้เท่าทันและไม่กระตือรือร้นมากพอ ขณะเดียกันก็ยังขาดเจตจำนงของผู้นำรัฐบาลที่ไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นโดยดุษณี” นายบุญแทนกล่าว