พญ.รัชฎาพร รุญเจริญ แพทย์ดีเด่นชนบทปี’60 กับชีวิตในพื้นที่สีแดง

1.05.18 | 08:00 น.

หมายเหตุ – พญ.รัชฎาพร รุญเจริญ ผู้อำนวยการ (ผอ.) โรงพยาบาลขุนหาญ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ แพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2560 จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ มติชนŽ ถึงการปฏิบัติหน้าที่แพทย์ในพื้นที่สีแดง ที่มีความเสี่ยงทุกด้านเป็นเวลานานกว่า 20 ปี

พญ.รัชฎาพร รุญเจริญ

เริ่มต้นชีวิตแพทย์ได้อย่างไร
ชีวิตแพทย์เริ่มจากความต้องการของครอบครัว เมื่อเห็นว่าลูกมีผลการเรียนที่ดี จึงผลักดันให้ศึกษาต่อคณะแพทยศาสตร์ ทั้งๆ ที่ครอบครัวรุญเจริญส่วนใหญ่รับราชการครู แต่มีความศรัทธาในวิชาชีพทางด้านการแพทย์ ผู้ดูแลรักษาชีวิตของประชาชนยิ่ง บวกกับแนวคิดความมั่นคงขณะนั้น เมื่อมีโอกาสทางการศึกษา ทางครอบครัวจึงสนับสนุนให้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์ หรือที่เรียกกันว่า หมอŽ กระทั่ง
เล่าเรียนจบแพทยศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโครงการให้ทุนแพทย์ชนบทคืนถิ่น และเริ่มต้นบรรจุรับราชการเป็นแพทย์ใช้ทุนครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2534 ที่ โรงพยาบาลขุนหาญ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งมีพื้นที่ห่างจากตัวเมืองราว 60 กิโลเมตร ซึ่งอดีตพื้นที่ อ.ขุนหาญ เป็นพื้นที่สีแดง และมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชา

แต่ด้วยความฝันเพียงอยากทำงานในโรงพยาบาลที่มีบรรยากาศทำงานที่ดี สนุก และมีความสุข ครั้นเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 3 เคยไปฝึกปฏิบัติงานยังโรงพยาบาลแห่งนี้แล้วเห็นถึงความตั้งใจทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่เคยหวาดหวั่นต่อเหตุการณ์สงคราม กลับได้สัมผัสกับบรรยากาศทำงานที่ดีมากๆ จึงได้ตัดสินใจเลือกไปเป็นแพทย์โรงพยาบาลประจำอำเภอชายแดนแห่งนี้ แม้แท้จริงแล้วการใช้ทุนสามารถเลือกลงพื้นที่ในอำเภอใดก็ได้ตามภูมิลำเนา ปัจจุบันได้รับราชการต่อเนื่องมา 27 ปีแล้ว

พื้นที่สีแดงสอนอะไรให้กับชีวิต
ช่วงชีวิตการเป็นแพทย์มีเรื่องราวให้เรียนรู้มากมาย มีทีมรุ่นพี่พยาบาลคอยดูแลความเป็นอยู่ แนะนำเรื่องการผูกสัมพันธภาพกับคนรอบข้าง การทำงาน การพูด การสื่อสาร อีกทั้ง
ยังมีรุ่นพี่แพทย์ ตั้งแต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และแพทย์ประจำ เป็นที่ปรึกษาในการดูแลผู้ป่วยและช่วยเหลือยามเกิดภาวะวิกฤต ยอมรับว่า เดิมเป็นคนค่อนข้างต่อต้านสังคม หรือเรียกได้ว่าเป็น พวกแอนตี้โซเชียลŽ เลยก็ว่าได้ แต่คำแนะนำจากทุกคน เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้สังคม นำความรู้มาช่วยเหลือ และรักษาพยาบาลแก่ประชาชนเจ็บป่วย จากเป็นคนมั่นใจในตัวเอง ตอนนี้กลับได้เรียนรู้กลายเป็นคนฟังมากขึ้น พูดน้อยลง ส่วนความยากลำบากในการทำงานพื้นที่สีแดงนั้น บังเอิญคิดว่าอุปสรรคมักขึ้นอยู่กับว่าเราเริ่มต้นอย่างไร หากมีความสุขกับงานที่ทำ ความยากลำบากทั้งหลายจึงไม่ถือว่าเป็นอุปสรรค

Advertisement

ทว่ามองเป็นความท้าทาย ขณะนั้นเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างชายแดน ช่วงแรกของการเป็นแพทย์จำได้ว่ามีทหารเริ่มมาประสานกับโรงพยาบาลเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ชายแดน ตอนนั้นค่อนข้างตื่นเต้นทีเดียว แต่ความกลัวมิอาจเกิดขึ้นได้ เพราะความเชื่อมั่นในระบบความปลอดภัยของพื้นที่และผู้นำ คือ อดีต ผอ.โรงพยาบาลขุนหาญ รวมถึงบุคลากรต่างมีความกล้าและไม่เกรงกลัวต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น ภาพรวมของบรรยากาศจึงทำให้ไม่กลัวกับสิ่งนั้นและทุกครั้งมีความตั้งใจเพียงว่า จะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด กระทั่งความไม่ย่อท้อและการพิสูจน์ตนเอง ทำให้ตนก้าวสู่ตำแหน่ง ผอ.โรงพยาบาลขุนหาญ ในที่สุด เวลาต่อมา ภาพเหตุการณ์ชายแดนเปลี่ยนเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว ถือเป็นโอกาสของโรงพยาบาลในการเข้าไปพัฒนาและขับเคลื่อนทางการแพทย์ได้อย่างเต็มที่ โดยบุคลากรในองค์กรค่อนข้างมีประสิทธิภาพมาก หากสามารถสร้างความเข้าใจและสร้างการยอมรับกับบุคคลภายนอก เรื่องของการพัฒนาก็จะกลายเป็นเรื่องสนุกและมีความสุข

 

โรคติดต่อ-ยาเสพติด ปัญหาท้าทายชายแดน
สำหรับรางวัลเป็นแพทย์ดีเด่นชนบทถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติ ไม่ได้คาดหวังจะได้รับคัดเลือก แต่กลับได้มีโอกาส เพราะไม่ได้เป็นคนเก่งมากมาย แต่มีความพยายามที่จะเรียนรู้ทุกเรื่อง แม้ไม่ได้เป็นคนเก่งหรือโดดเด่น อย่างน้อยก็เปิดโอกาสให้แก่ตัวเองได้เรียนรู้ทุกเรื่อง พร้อมลงมือทำ เช่นเดียวกับความพยายามพัฒนาพื้นที่และการมีส่วนร่วมของเครือข่ายหรือองค์กร การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทำให้เห็นมุมมอง แนวคิดและประเด็นที่เกี่ยวข้อง สามารถนำมาใช้ในการขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่ได้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นสาธารณสุขที่ยังน่าเป็นห่วงในพื้นที่ชายแดน คือ โรคติดต่อ โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออกและโรคฉี่หนู เพราะลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาและพื้นที่ราบสูง กอปรกับประชากรเลี้ยงชีพด้วยการทำไร่ ทำสวน โรคไข้เลือดออกยังคงระบาด โดยปีที่แล้วยังมีตัวเลขผู้เสียชีวิตต่อเนื่อง และปัญหาดื้อยาของโรคไข้เลือดออกกำลังเริ่มเข้ามาเป็นปัญหาในพื้นที่

ต่อมาปัญหายาเสพติด เพราะมีพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ยิ่งทำให้โรงพยาบาลในอำเภอต้องบูรณาการกับหน่วยงานในพื้นที่ขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน ปัจจุบันใช้กลไกขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ซึ่งมีนายอำเภอเป็นประธาน สาธารณสุขอำเภอเป็นเลขานุการ และมีผู้แทนส่วนราชการภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน เข้ามีส่วนร่วมแก้ปัญหาตามบริบทของแต่ละอำเภอ โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ขณะนี้เน้นขับเคลื่อนเรื่อง สังคมปลอดภัย เมืองปลอดภัยของขุนหาญŽ ภารกิจหลักคือ บรรเทาปัญหายาเสพติด โดยมีประชาชนคอยเป็นตาสับปะรดช่วยสอดส่องดูแล เดินหน้าไปพร้อมกับการปราบปราม

รถเมล์สายสุขภาพ ความภาคภูมิใจและผลสำเร็จ
นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่เป็นความภูมิใจกับความสำเร็จ คือ โครงการรถเมล์สายสุขภาพŽ เริ่มต้นขับเคลื่อนจากโรงพยาบาลชุมชนชายแดนเกิดผลลัพธ์ดีเกินคาดต่อระบบบริการสาธารณสุขเป็นวงกว้างไม่แพ้ชาติตะวันตก ภายใต้บริบทของพื้นที่ จากรถเมล์ขนาดเล็ก สภาพคลาสสิก สู่การเป็นโมเดลของระบบส่งต่อไร้รอยต่อ
เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการพบแพทย์เฉพาะทาง จุดสตาร์ตเริ่มจากสาเหตุข้อมูลสำรวจพบว่า มีผู้ป่วยกลุ่มไม่ฉุกเฉินร้อยละ 17.14 ไม่ได้เข้ารับการตรวจรักษาที่จำเป็นยังโรงพยาบาลศรีสะเกษ ตามใบส่งตัวของโรงพยาบาลขุนหาญ เพราะชาวบ้านมีฐานะยากจน ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อีกทั้งส่วนใหญ่เป็น
ผู้สูงอายุ ไม่มีลูกหลานพาไปและไม่สะดวกเดินทางด้วยตนเอง เพราะห่างไกลออกไปถึง 60 กิโลเมตร รวมถึงมีความกังวลที่จะต้องไปสถานที่ซึ่งไม่คุ้นเคย จึงเกิดแนวคิดขอรถพยาบาลเดินสายรับ-ส่งผู้ป่วยกลุ่มนี้ในทุก
วันพุธ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จากนั้นเกิดผลดีเกินคาด ทำให้รถพยาบาลไม่เพียงพอ สู่การนำประเด็นดังกล่าวไปพูดคุยกับผู้บริหารระดับต่างๆ จนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ขณะนั้นได้ตอบรับ พร้อมจัดสรรงบซีอีโอจังหวัดจำนวน 2.5 แสนบาท เพื่อจ้างเหมารถบัสประจำทางส่งต่อผู้ป่วยทุกวันพุธ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 จนถึงปัจจุบัน

ผลตอบรับดีเรื่อยมา โดยขั้นตอนก่อนที่รถเมล์สายสุขภาพจะออกเดินทางรับส่ง โรงพยาบาลขุนหาญจะประสานข้อมูลการคัดกรองเพื่อให้โรงพยาบาลทำบัตรประจำตัวผู้ป่วยเตรียมไว้ล่วงหน้า เมื่อเดินทางถึง พยาบาลกระเป๋ารถเมล์จะนำส่งผู้ป่วยไปแต่ละคลินิก ระหว่างนั้นก็ใช้เวลาเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจผู้ป่วยที่ส่งต่อมาก่อนหน้านี้ด้วย ถือเป็นการติดตามผู้ป่วยในคราวเดียวกัน

หน้าที่ข้าราชการคือการดูแลประชาชน
นอกเหนือจากการลงมือทำงานในพื้นที่ด้วยตนเอง ปัจจุบันยังคงตรวจและรับรักษาคนไข้ ขณะเดียวกันคงทำหน้าที่เป็น ผอ.โรงพยาบาลขุนหาญ ในฐานะผู้บริหารมีมุมมองการบริหารจัดงานคือ การเป็นข้าราชการที่ดี การดูแลประชาชน ถือเป็นหน้าที่ต้องรับผิดชอบของข้าราชการ และต้องมีความซื่อสัตย์ ตั้งใจทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด

แพทย์ยุคใหม่ต้องเรียนรู้มากกว่าการรักษาคนไข้
ต้องฝากไปถึงนักศึกษาแพทย์และแพทย์กำลังจบใหม่ ภายในยุคนี้แพทย์ถูกมองว่าต้องเป็นแพทย์เชิงพาณิชย์มากขึ้น ทำให้แพทย์เองต่างมีแนวคิดเปลี่ยนไป นักศึกษาแพทย์ที่กำลังฝึกปฏิบัติงานในพื้นที่ชนบทถูกบั่นทอนกำลังใจ แต่หากทุกคนได้มีโอกาสสัมผัสกับนักศึกษาแพทย์ที่มีความตั้งใจทำงานในพื้นที่ทุรกันดารทั่วสารทิศแล้ว จะเห็นว่าพวกเขายังมีความตั้งใจจริงเหมือนแพทย์รุ่นก่อนๆ เพียงแต่ว่าทุกวันนี้ขาดโอกาสในการเรียนรู้สิ่งที่ดีและแบบอย่างที่ดีในพื้นที่นั้นๆ เพราะกระแสนิยมและการไหลของข้อมูลข่าวสารหลากหลายด้านที่เปลี่ยนแปลงและเข้ามาโจมตีวงการแพทย์

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นในศักยภาพถือเป็นเรื่องสำคัญ การสร้างเวทีให้แพทย์รุ่นใหม่เรียนรู้และสัมผัสถึงความหลากหลายของสังคม ซึ่งแพทย์มีอะไรจำเป็นต้องเรียนรู้มากกว่าการรักษาคนไข้ในโรงพยาบาล พญ.รัชฎาพรกล่าวในตอนท้าย