จากกรณี นายชัยชนะ ศิริชาติ หรือเอ็ม ชายหนุ่มไลฟ์เฟซบุ๊กทำร้ายร่างกายแฟนสาวจนบาดเจ็บสาหัส นับเป็นเรื่องสะเทือนขวัญแก่สังคมเป็นอย่างมาก น.ส.จรีย์ ศรีสวัสดิ์ ฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวถึงสถิติที่มูลนิธิเก็บข้อมูลทางหน้าหนังสือพิมพ์พบว่า สถานการณ์ความรุนแรงในคู่รักหรือแฟน มักจะเป็นฝ่ายชายที่กระทำกับฝ่ายหญิง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 54.55% ในปี 2557 เพิ่มเป็น 65.2% ในปี 2559 มีชนวนเหตุมาจากความหึงหวง สะท้อนทัศนคติที่ปลูกฝังว่าฝ่ายหญิงต้องเป็นสมบัติของฝ่ายชาย ถือเป็นการใช้อำนาจเหนือกว่า ผ่านการแสดงออก พฤติกรรมความเป็นเจ้าของ การครอบครอง การใช้กำลังบังคับข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย จนถึงขั้นร้ายแรงที่สุดก็คือ การฆ่า ซึ่งผู้กระทำจะไม่มองคนรักว่าเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ยิ่งไปกว่านั้น หากมีปัจจัยกระตุ้น เช่น ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และใช้สารเสพติด จะทวีความรุนแรงเป็นเท่าทวี
“เมื่อใครที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลักษณะนี้ สิ่งที่ต้องทำคือ จับสัญญาณว่าผู้ชาย หรือคนรัก มีปัจจัยเสี่ยงทั้งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และใช้ยาเสพติดอะไรหรือไม่ และเมื่อทะเลาะกัน มักจะใช้คำหยาบ ทำลายของใช้ในบ้าน เมื่อเริ่มมีพฤติกรรมลักษณะนี้ ต้องคิดไว้เสมอว่าผู้ชายจะไต่ระดับความรุนแรงขึ้นแน่นอน ดังนั้น ผู้หญิงต้องกล้าที่จะต่อรองเพื่อป้องกันการทำร้ายร่างกาย แต่จากสถิติที่ผ่านมาพบว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่มักเลือกที่จะอดทน ให้อภัย ให้โอกาส เพราะผู้กระทำเป็นสามี”
“ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ต้องมีกลไกเข้าให้ความช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาอย่างเข้าใจ ตรงจุด เป็นมิตร และผู้หญิงก็ต้องสร้างเงื่อนไขในการให้อภัย เพื่อให้ผู้กระทำได้รับบทเรียนและนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ทั้งนี้ ผู้ที่อยู่ในข่ายอันตรายหรือมีแนวโน้มที่เสี่ยงจะถูกกระทำ สามารถขอคำปรึกษาได้ที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล 0-2513-2889 หรือเว็บไซต์ของมูลนิธิ” นางสาวจรีย์กล่าว
ไม่อดทนต่อความรุนแรงทุกรูปแบบ


