ดีเจ’เคนโด้’ร้อง ปอท.เอาผิดแม่ทีม ‘ลีน’ ตัดต่อคลิปสัมภาษณ์แปลงสารจากปัญหาไร้ อย.กลายเป็นช่วยฟอกหนุนสินค้า

1.05.18 | 12:46 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 พฤษภาคม ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร หรือ “เคนโด้” ผู้ประกาศข่าวช่องนิวส์วัน พร้อมด้วย นายนิติธร แก้วโต ทนายความ นำหลักฐานการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กและคลิปเสียงที่อ้างว่าถูกตัดต่อ เข้าพบ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผกก.กก.3 บก.ปอท. พ.ต.อ.นิติพัฒน์ วุฒิบุณยสิทธิ์ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.ปอท. ร.ต.อ.สมบัติ สมบัติโยธา รอง สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. เพื่อร้องทุกข์กับให้ดำเนินคดีกับแม่ทีมอาหารเสริมลดน้ำหนัก ลีน หลังพบว่ามีการตัดต่อคลิปเสียงเพื่อดิสเครดิต ในข้อหานำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์

นายเกรียงไกรมาศเปิดเผยว่า สืบเนื่องช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีประชาชนส่งข้อมูลมาให้ตนเกี่ยวกับอาหารเสริมลีน เป็นเลข อย. ไม่ตรงกับผลิตภัณฑ์ และเลขฮาลาล เป็นเลขของผลิตภัณ์น้ำปลาชนิดหนึ่ง จึงได้พยายามติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์เจ้าของแบรนด์แต่ไม่สะดวก ทำให้ไปสัมภาษณ์แม่ทีมคนหนึ่งใน จ.ขอนแก่น มีการพูดคุย และบันทึกเสียงกันประมาณ 28 นาที แต่บ่ายเบี่ยงไม่ให้ข้อมูลกลับพูดเรื่องอื่นๆ โดยก่อนวางสายโทรศัพท์ได้ขออนุญาตนำคลิปเสียงที่อัดไปเผยแพร่เพื่อขอเขียนข่าว แต่แม่ทีม จ.ขอนแก่นดังกล่าว ไม่อนุญาต ทางตนและทีมงานจึงสรุปว่าไม่ทำข่าวดังกล่าว

นายเกรียงไกรมาศกล่าวต่อว่า จากนั้น 2-3 วันต่อมา มีทีมงานแจ้งว่ามีคลิปเสียงตนที่พูดคุยสัมภาษณ์ในวันดังกล่าวถูกตัดต่อเหลือ 3 นาที ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของ “Manita Rattanakasemchai (Marnie)” และถูกโยงเป็นตัวกลางแก้ตัวให้กับ เพจดอกจิก ที่ได้โจมตีเกี่ยวกับอาหารเสริมชนิดต่างๆ ซึ่งจริงแล้วตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับเพจดังกล่าว เพียงแค่นำเสนอข้อมูลตามหน้าที่ของสื่อมวลชนเท่านั้นเพื่อเตือนผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังมีการคอมเมนต์ด่าทอตนว่าไม่มีจรรยาบรรณและเคลียร์ปัญหาให้กับเพจดอกจิก

นายนิติธรกล่าวว่า คลิป 3 นาทีถูกตัดต่อนั้นพบว่าเป็นคำพูดลักษณะการสนับสนุนสินค้า ขายสินค้าอาหารเสริมลีน ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายได้ ทั้งนี้ ทราบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมและยุติจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว

Advertisement

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนรับเรื่องแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ก่อนนำส่งผู้บังคับบัญชาพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯหรือไม่ และจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป