แถลงการณ์ ‘คสรท.-สรส.’ ‘วันกรรมกรสากล’ 1 พ.ค. ยื่น 10 ข้อเดิม-สู้ทุนเสรีนิยม

1.05.18 | 16:42 น.

หมายเหตุ – แถลงการณ์ของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เนื่องใน “วันกรรมกรสากล” ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 ภายใต้คำขวัญ “สามัคคีกรรมกร ต้านทุนนิยมครอบโลก สร้างสังคมใหม่ ประชาธิปไตยประชาชน”


คนงานทั่วทั้งโลกได้สำแดงพลังครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1886 (พ.ศ.2429) เพื่อเรียกร้องให้ได้มา “ระบบสามแปด” คือ ทำงานแปดชั่วโมง พักผ่อนแปดชั่วโมง ศึกษาหาความรู้แปดชั่วโมง

การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดเข้มข้นในประเทศต่างๆ ที่มีสภาพการทำงานที่เลวร้าย เยี่ยงทาส เกิดการเดินขบวน ชุมนุมประท้วง และนัดหยุดงานลุกลามไปยังประเทศต่างๆ ทั่วทั้งโลก การต่อสู้ของกรรมกรล่วงเลยถึงปี ค.ศ.1889 (พ.ศ.2432) จึงประสบชัยชนะ แต่กรรมกรต้องสังเวยชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

ต่อมาในคราวการประชุมสมัชชาสังคมนิยมสากลที่สองมีมติกำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็น “วันกรรมกรสากล” โดยเริ่มตั้งแต่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1890 (พ.ศ.2433) เป็นต้นมา

ต่อมาภายหลังสหประชาชาตินำเอาผลจากการต่อสู้ของกรรมกรสากลมาบัญญัติไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน รวมทั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศก็ได้บัญญัติหลักประกันของระบบ “สามแปด” รวมทั้งสิทธิ เสรีภาพด้านต่างๆ และในทุกๆ ปีกรรมกรทั่วทั้งโลกต่างออกมาชุมนุม เดินขบวน เฉลิมฉลอง พร้อมกับยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลของแต่ละประเทศรณรงค์สะท้อนปัญหาของคนงานให้สังคมได้รับรู้ อีกทั้งเพื่อเป็นการรำลึกถึงวีรกรรมที่กล้าหาญ กล้าต่อสู้ กล้าเสียสละของกรรมกรในยุคนั้น

Advertisement

ประเทศไทยกรรมกรก็ได้กระทำเช่นเดียวกับกรรมกรทั่วทั้งโลก แต่ต่อมา “วันกรรมกรสากล” ถูกชนชั้นปกครองตัดตอนประวัติศาสตร์ความเชื่อมโยงกับสากล โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “วันแรงงานแห่งชาติ” ทำให้ความแหลมคม จุดยืน อุดมการณ์เลือนหายไปเพราะการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติถูกชี้นำกำกับโดยรัฐบาลด้วยการสนับสนุนงบประมาณ ไม่ยืนอยู่บนหลักการอิสระ พึ่งตนเอง ทำให้ขบวนการแรงงานอ่อนแอลงเป็นลำดับ “ด้วยการแบ่งแยก ทำให้แตกแล้วปกครอง”

แต่ที่สุดแล้วก็ไม่อาจทำลายความเป็นพี่น้อง ความเป็นมิตรสหายของกรรมกรได้ เพราะยังมีกรรมกรส่วนที่ก้าวหน้า ยังมีความเชื่อมั่นว่า “กรรมกรทั้งผอง คือพี่น้องกัน” กรรมกรต้องเชื่อมั่นในพลังของตนเองไม่ยอมตกเป็นทาสของนายทุนและชนชั้นปกครองที่พยายามแบ่งแยกสลายพวกเรา หากเราแบ่งแยก แตกความสามัคคี อ่อนแอ ตกเป็นเครื่องมือของนายทุนและชนชั้นปกครองเมื่อใดแล้ว ความหวังว่าจะมีอนาคตและชีวิตที่ดีนั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย

วันกรรมกรสากลในปี 2018 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) จัดกิจกรรมเพื่อตอกย้ำเจตนารมณ์ “วันกรรมกรสากล” ให้แจ่มชัดยิ่งขึ้นเช่นทุกปี โดยเฉพาะปัจจุบันภาวะการกดขี่ขูดรีดที่รุนแรง หนักหน่วงสลับซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม ภายใต้กลไกและการทำงานของระบบเศรษฐกิจทุนเสรีนิยมใหม่ในยุคสมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ 4 (4.0) ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ซึ่งจะมีการใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเข้ามาใช้ทดแทนในการดำเนินชีวิตของคน ทั้งภาค การผลิต การบริการ การสื่อสาร การเกษตร และอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการผลิตและความสัมพันธ์ทางผลิต

แม้จะมีส่วนที่ดีในแง่ของความรวดเร็ว สะดวก สบาย แต่ก็จะเกิดผลกระทบในวงกว้างอย่างรุนแรงเช่นกัน ทั้งการตกงาน ว่างงาน ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การผูกขาด การเข้าถึงเทคโนโลยีของธุรกิจและภาคการผลิตรายย่อย ความมั่งคั่งจะตกอยู่ในอาณาจักรของคนไม่กี่คน และนั่นหมายถึงการแย่งชิงและความรุนแรงจะตามมา

แม้เราจะเขย่งขาก้าวสู่เวทีแข่งขันกับนานาชาติภายใต้นโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” แต่ก็ไม่ได้มีกรอบการทำงานและนโยบายเชิงรุก และมาตรการรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน พยายามบิดเบือนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างจงใจ ที่สำคัญประเทศไทยก็ไม่ใช่ผู้ผลิต ผู้คิดค้นเทคโนโลยี ทุกสิ่งล้วนแต่ต้องพึ่งพาจากต่างประเทศเป็นด้านหลัก จึงยังไม่รู้ว่าทิศทางหลักของประเทศจะมุ่งไปในทิศทางใด จะทำให้ชนชั้นล่างชนชั้นแรงงาน คนยากจนใช้ชีวิตอย่างลำบากมากยิ่งขึ้น ในขณะที่นายทุน นักธุรกิจทั้งที่เป็นคนไทยและต่างชาติได้รับการสนับสนุนอย่างออกหน้าออกตาจากรัฐบาล ประเทศไทยกำลังก้าวเดินสู่กับดัก ที่ผู้นำประเทศสร้างขึ้นเอง อย่างน่ากังวล

กิจกรรมในปีนี้ ชูคำขวัญ “สามัคคีกรรมกร ด้านทุนนิยม ครอบโลก สร้างสังคมใหม่ ประชาธิปไตยประชาชน”

ข้อเสนอวันกรรมกรสากลปี 2561 และได้ยื่นต่อรัฐบาลไปแล้วเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2561

ปีนี้ คสรท.และ สรส.ร่วมกันจัดงาน “วันกรรมกรสากล” มีมติร่วมกันว่าจะไม่มีการยื่นข้อเสนอใหม่ในวันกรรมกรสากลในปีนี้แต่จะเป็นการติดตาม ทวงถามข้อเสนอที่ยื่นไปในปี 2560 อันเนื่องมาจากข้อเสนอที่ยื่นไปยังไม่มีการดำเนินการให้เป็นไปตามข้อเสนอแนะความต้องการของคนงาน

แม้บางเรื่องได้มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่ก็เป็นส่วนน้อย บางเรื่องก็เพิกเฉยเช่นการรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ 98 เรื่องการปฏิรูประบบประกันสังคม แต่บางเรื่องกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เช่น ข้อเสนอที่จะให้ยกเลิกการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่รัฐบาลกลับออกกฎหมายที่จะเป็นเครื่องมือให้เกิดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ คือ ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูและและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ….และร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ….ที่จะนำไปสู่การแปรรูปกิจกรรมรถไฟ

ล่าสุดกรณีรัฐบาลมีนโยบายจัดตั้งบริษัทโครงข่ายบรอดแบรนด์แห่งชาติ (NBN) ซึ่งเป็นบริษัทภายใต้การกำกับดูแลของ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัทโครงข่ายระหว่างประเทศ และศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต (NGDC) ซึ่งเป็นบริษัทภายใต้การกำกับดูแลของ บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และจะถ่ายโอนทรัพย์สินของบริษัท แม่ไปยังบริษัทลูกและในอนาคตก็จะยกให้เอกชนมาบริหารจัดการแทน จนก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านจากพนักงาน และภาคประชาชนเป็นวงกว้าง

รวมทั้งเรื่องการปรับค่าจ้างที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ไม่เป็นไปตามหลักการขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ และจากข้อเสนอให้เท่ากันทั้งประเทศ แต่กลับไปทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในเรื่องค่าจ้าง เหลื่อมล้ำเรื่องรายได้ คือจากให้ค่าจ้างเท่ากันทั้งประเทศกลับไปเป็น 7 เขต ดังนั้น ข้อเสนอในปีนี้จึงยังคงยืนยันข้อเสนอเดิม คือ

1.รัฐต้องจัดให้มีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่มีคุณภาพให้ประชาชนทุกคนได้เข้าถึงอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ

1.1 ด้านสาธารณสุข ประชาชนทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและไม่มีค่าใช้จ่าย

1.2 ด้านการศึกษาตามความต้องการในทุกระดับ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

2.รัฐต้องกำหนดค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรมให้ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน

2.1 กำหนดนิยามค่าจ้างขั้นต่ำแรกเข้าที่มีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวอีก 2 คน ตามหลักการขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ และต้องเท่ากันทั้งประเทศ

2.2 กำหนดให้มีโครงสร้างค่าจ้าง และปรับค่าจ้างทุกปี

3.รัฐต้องให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกัน และอนุสัญญาฯฉบับที่ 98 ว่าด้วยการปฏิบัติตามหลักการแห่งสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง เพื่อสร้างหลักประกันในการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง และอนุสัญญาฯฉบับที่ 183 ว่าด้วยการคุ้มครองความเป็นมารดา (ตามรัฐธรรมนูญ หมวด 3 มาตรา 48)

4.รัฐต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพรัฐวิสาหกิจในการให้บริการที่ดี มีคุณภาพเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ดังนี้

4.2 จัดตั้งกองทุนพัฒนารัฐวิสาหกิจ

4.3 ให้มีการบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้และมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ

5.รัฐต้องยกเลิก นโยบายที่ว่าด้วยการลดสวัสดิการพนักงานรัฐวิสาหกิจและครอบครัว

6.รัฐต้องปฏิรูประบบประกันสังคม ดังนี้

6.1 ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารงานสำนักงานประกันสังคม ให้เป็นอิสระโปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วม

6.2 จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ในสัดส่วนที่เท่ากัน ระหว่างรัฐ นายจ้าง ลูกจ้าง ตามหลักการของ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 และนำส่งเงินสมทบที่รัฐบาลค้างจ่ายให้เต็มตามจำนวน

6.3 เพิ่มสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันตน มาตรา 40 ให้เท่ากับ มาตรา 33

6.4 เพิ่มสิทธิประโยชน์ ชราภาพ 50 เปอร์เซ็นต์ ของเงินเดือนสุดท้าย

6.5 ให้สำนักงานประกันสังคมประกาศใช้ อนุบัญญัติทั้ง 17 ฉบับที่ออกตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับแก้ไข พ.ศ.2558

6.6 ขยายกรอบเวลาการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ในกองทุนเงินทดแทน จนสิ้นสุดการรักษาตามคำวินิจฉัยของแพทย์

7.รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย เช่น การปิดกิจการ หรือยุบเลิกกิจการในทุกรูปแบบ (ตามรัฐธรรมนูญ หมวด 5 มาตรา 53)

8.รัฐต้องจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงจากการลงทุนโดยให้นายจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุนเพื่อเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิแรงงาน เมื่อมีการเลิกจ้างหรือเลิกกิจการไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิได้รับเงินชดเชยจากกองทุน รวมทั้งการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างได้ (กรณีศึกษา บริษัท บริติช-ไทยซินเทติค เท็กสไทล์ จำกัด)

9.รัฐต้องเร่งรัดให้มีการพัฒนากลไกการเข้าถึงสิทธิ์ การบังคับใช้ พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2554 อย่างจริงจัง ภายใต้การมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วนและยกเลิกการใช้แร่ใยหินในทุกรูปแบบ

10.รัฐต้องจัดสรรเงินงบให้กับสถาบันความปลอดภัย เพื่อใช้ในการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัย ให้มีประสิทธิภาพ

วันนี้ระบบเศรษฐกิจทุนเสรีนิยมใหม่ได้แผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก กลไกของมัน และรัฐบาลแต่ละประเทศปล่อยให้กลไกของมันบดขยี้ขูดรีดพี่น้องคนงานทั้งอย่างเปิดเผยและซ่อนเร้นอำพราง จนพี่น้องคนงานต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่าในอดีตหลายเท่าทวีคูณ

ดังนั้น พี่น้องกรรมกร และขบวนการแรงงานทั้งหลายต้องเร่งศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจให้ต่อสถานการณ์ให้ถ่องแท้แจ่มชัดและต้องเร่งขยายการจัดตั้งให้กว้างขวาง พร้อมๆ กับการสร้างแนวร่วมและขบวนการทางสังคม สามัคคีกับประชาชนเพื่อสร้างโอกาสแสวงหาแนวทางเพื่อบรรลุถึงความต้องการ คือ ความกินดี อยู่ดี มีความมั่นคง ปลอดภัยในการทำงานและการดำเนินชีวิต