เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 พ.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบช.ปส. พล.ต.ต.สุนทร เฉลิมเกียรติ ผบก.ประจำ บช.ปส. นาง ชนิญญา ชัยสุวรรณ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดียาเสพติด สำนักงานอัยการสูงสุด นายพีรธร วิมลโลหการ ผอ.กองความร่วมมือระหว่างประเทศ ผู้แทน ปปง. ได้ร่วมกันแถลงผลจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี
คดีที่ 1 เมื่อวันที่ 28 เม.ย.กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ฝ่ายปกครองในพื้นที่ ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 24 ตำรวจน้ำ และเจ้าหน้าที่ศุลกากร ทำการตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) น้ำหนักประมาณ 490 กิโลกรัม โดยตรวจยึดได้ที่บริเวณสวนยางพาราห่างจากแม่น้ำโขงประมาณ ๒๐๐ เมตร (บ้านหนองเดิ่นท่า) ตำบลหนองเดิ่น อำเภอบุ่งคล้า จังหวัดบึงกาฬ
สืบเนื่องจากตามวันและเวลาดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดบริเวณบ้านหนองเดิ่นท่า ตำบลหนองเดิ่น อำเภอบุ่งคล้า จังหวัดบึงกาฬ จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นำกำลังดักซุ้มเฝ้าตรวจตามแนวบริเวณดังกล่าว พบกลุ่มผู้ต้องสงสัย จำนวน 4 ราย เดินขึ้นมาจากแม่น้ำโขงในลักษณะสะพายวัตถุสิ่งของคล้ายกระสอบ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัว ปรากฎว่ากลุ่มบุคคลทั้งหมดได้อาศัยความมืดวิ่งหนีไป เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจสอบบริเวณพื้นที่พบถุงกระสอบปุ๋ย ภายในบรรจุยาเสพติดประเภท 5 (กัญชา) น้ำหนักประมาณ 490 กิโลกรัม จึงได้ทำการตรวจยึดยาเสพติดของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวนกลุ่มงานสอบสวนฯ บก.ปส.2 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและหาตัวผู้กระทำผิดต่อไป
คดีที่ 2 เมื่อวันที่ 28 เม.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด,เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการข่าวกรอง ยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรบ้านดุง ได้ร่วมกันจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย 1.นายสมพร หรืออ๊อด กัณหางวศ์ อายุ 27 ปี 2. นายเฉียบวุฒิ โยธาไพ อายุ 38 ปี 3.นายมีชัย การุญ อายุ 47 ปี และ4.นายพูลสันต์ การุญ อายุ 53 ปี ทั้งหมดชาวจ.นครพนม
พร้อมด้วยกัญชาอัดแท่ง น้ำหนักประมาณ 598 กิโลกรัม และยางกัญชา น้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัม รถยนต์ จำนวน 3 คัน และโทรศัพท์มือถือ จำนวน 9 เครื่อง จับกุมได้ที่บริเวณภายในสถานีบริการปั๊มน้ำมัน ปตท. ตำบลศรีสุทโธ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ต่อเนื่อง บริเวณสามแยกหนองแม็ก ตำบลหนองแม็ก อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ต่อเนื่องบริเวณจุดกลับรถบนถนนมิตรภาพอุดร – ขอนแก่น ตำบลสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
โดยกล่าวหาว่า

สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปลายเดือน มีนาคม 2561 เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึด กัญชา น้ำหนักประมาณ 1,380 กิโลกรัม ได้ที่บริเวณริมแม่น้ำโขง จังหวัดหนองคาย จึงได้สืบสวนขยายผล จนกระทั่งตามวันและเวลาดังกล่าว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่า กลุ่มนักค้ายาเสพติดใช้รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นปาเจโร่ สีดำ ทะเบียน กล 7925 รถยนต์ ยี่ห้อโตโบต้า รุ่นรีโว่ สีขาว ทะเบียน 1 ฒว 722 กรุงเทพมหานคร และรถยนต์กระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไททัน สีขาว ทะเบียน 2 กต 5076 กรุงเทพมหานคร เป็นยานพาหนะโดยใช้เส้นทางลำเลียงยาเสพติด จากพื้นที่ชายแดนด้านจังหวัดหนองคาย ไปส่งต่อให้กับลูกค้าพื้นที่ตอนใน และพื้นที่กรุงเทพมหานคร จึงเฝ้าติดตามกระทั่งพบรถยนต์เป้าหมายเข้ามาในเขตพื้นที่จังหวัดอุดรธานี จึงได้สะกดลอยติดตาม เข้าไปบริเวณลานจอดรถสถานีปั๊มน้ำมัน ปตท. อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้แสดงตัวขอตรวจค้น พบยาเสพติดกัญชา น้ำหนักประมาณ 598 กิโลกรัม และยางกัญชา น้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัม วางอยู่ในที่เก็บของด้านท้ายรถยนต์ จึงควบคุมตัวทั้งหมดมาสอบสวน เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ร่วมกันนำยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา/ยางกัญชา) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาต” นำส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.2 ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
คดีที่ 3 เมื่อวันที่ 27 เมษายน เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด กก.1 บก.ปส.1 บช.ปส. ได้ร่วมกันจับกุม นายพรชัย หรือเค บัวแย้ม อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 85/1 หมู่ที่1 แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมของกลาง ยาเสพยาบ้า จำนวน 106,000 เม็ด ยาไอซ์ จำนวน 200 กรัม ยาเคตามีน จำนวน 850 กรัม รถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า ยาริส สีเทา จำนวน 1 คัน และรถจักยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า สีฟ้า จำนวน 1 คัน โดยจับกุมได้ที่ บริเวณถนนภายในซอยหมู่บ้านมหาดไทย ๑ แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้ทำการสืบสวนทราบว่า นายพรชัย บัวแย้ม มีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดให้กับลูกค้าในพื้นที่ย่านถนนพุทธมณฑลสาย 1 และพื้นที่ใกล้เคียง คือจะรับคำสั่งจากเครือข่ายยาเสพติดเพื่อไปรับรถยนต์ พร้อมยาเสพติดที่จอดไว้ข้างทางตามจุดที่กำหนด โดยในรถจะมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ ซึ่งในแต่ละครั้งจะมียาบ้าประมาณ 100,000 เม็ด ไอซ์ประมาณ 2 กก. และ คีตามีน ประมาณ 2 กก และซิมการ์ดโทรศัพท์ เพื่อใช้ในการติดต่อในการจำหน่ายแต่ละครั้ง โดยเมื่อรับแล้วยาเสพติดจะนำมาซุกซ่อนไว้ที่บ้านของญาติ และใช้เรือในลำเลียงการเข้าออกเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าทำมาแล้วประมาณ 3 ครั้ง และได้ค่าจ้างประมาณ 50,000 บาท ในแต่ละครั้ง จึงแจ้งข้อกล่าวหา “ ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า,ไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 (คีตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาต” นำส่งพนักงานสอบสวนบก.ปส.1 บช.ปส. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
และคดีที่ 4 เมื่อวันที่ 26 เม.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด กก.2 บก.ปส.1 บช.ปส. ได้ร่วมกันจับกุมนายบุญส่ง กองโตกลาง อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1902/13 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร และนายวัชระ หรือน็อต จันสอง อายุ 25 ปี เลขบัตร อยู่บ้านเลขที่ 9809/7 หมู่ที่ 4 ถนนธนารักษ์ ตำบลชนแดน อำเภอชนแดน เพชรบูรณ์ พร้อมด้วยของกลาง ยาไอซ์) ประมาณ 5,195.6 กรัมโทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 เครื่อง และรถยนต์จำนวน 2 คัน โดยจับกุมบริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าโลตัส (สาขารามคำแหง 2) ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จ.สมุทรปราการ ต่อเนื่อง หน้าห้างสรรพสินค้าโลตัส สาขารังสิต ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จ.ปทุมธานี
สืบเนื่องเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่า กลุ่มนายบุญส่ง กองโตกลางมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้กับลูกค้าทั่วไป จึงได้ให้สายลับทำการติดต่อล่อซื้อโดย เมื่อถึงเวลานัดหมาย พบนายบุญส่งได้ขับรถยนต์มาส่งยาเสพติด จากการตรวจค้นพบยาไอซ์) ไว้ที่กระโปรงท้ายรถยนต์ ก่อนขยายผลไปจับกุมนายวัชระ จึงแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตโดย และมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย นำส่งพนักงานสอบสวนบก.ปส.1 บช.ปส. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
พล.ต.ท.สมหมาย เปิดเผยว่า ปกติจะพบเพียงกัญชาอัดแท่ง แต่ภายหลังพบการเปลี่ยนรูปแบบของกัญชา โดยผ่านกระบวนการเคี่ยวให้เป็นยางกัญชา เพื่อให้ง่ายต่อการลำเลียง และมีมูลค่าที่สูงกว่ากัญชาสดหลายเท่า จากราคากัญชาสดกิโลกรัมละ 1 หมื่นบาท เมื่อแปรรูปเป็นยางกัญชาจะมีมูลค่าสูงกว่ากิโลกรัมละ 5 แสนบาท เนื่องจากต้องใช้ปริมาณกัญชา 100 กิโลกรัมเพื่อให้เคี่ยวได้ยางกัญชา 1 กิโลกรัม ซึ่งจะมีฤทธิ์รุนแรงกว่ากัญชาสดหลายเท่า และจะทำลายระบบภายในร่างกายจนถึงขั้นเสียชีวิตมาก ทั้งนี้จากการสืบสวนพบว่ากัญชาล็อตดังกล่าวจะถูกนำส่งไปยังภาคใต้ ก่อนส่งออกไปยังประเทศแถบยุโรปและอเมริกา



