ตม.รวบต่างชาติแสบร่วมสาวไทย รูดบัตรปลอมซื้อสินค้าบนเครื่องบิน ออฟไลน์ตรวจสอบยาก

4.05.18 | 17:39 น.

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.ชูฉัตร ธารีฉัตร ผบก.สส.สตม. พ.ต.ท.ธวัชชัย นรินรัตน์ รอง ผกก.2 บก.สส.สตม. พ.ต.ท.ระลึก อินทรัศมี สว.กก.2 บก.สส.สตม. ร่วมกันแถลงจับกุม นายราชีด อาเจย์บาดี ซาลามิ อายุ 41 ปี สัญชาติกีนี และน.ส.ฉันทพัฒน์ เอี่ยมไผ่ อายุ 43 ปี ชาวกทม. พร้อมของกลาง บัตรเครดิตปลอมที่ใช้รูดซื้อของบนเครื่องบินจำนวน 11 ใบ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค 4 เครื่อง ไอแพด 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง ปากกาอิเล็กทรอนิกส์ 1 ด้าม น้ำหอมยี่ห้อดัง อาทิ กุชชี พราด้า รวม 10 กล่อง โดยสามารถจับกุม น.ส.ฉันทพัฒน์ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และจับกุม นายราชีดได้ที่อพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง ต.ไทรม้า อ.เมือง จ.นนทบุรี วันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา

พล.ต.ต.อิทธิพล เปิดเผยว่า คดีนี้ เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.สส.สตม. ได้สืบทราบว่า มีชายชาวกีนีว่าจ้างให้หญิงไทยเดินทางไปต่างประเทศ โดยระหว่างเดินทางให้ใช้บัตรเครดิตปลอมที่เตรียมไว้ใช้รูดซื้อสินค้าบนเครื่องบินของสายการบินต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทน้ำหอม ครีม ปากกาอิเล็กทรอนิกส์ที่มีขายเฉพาะบนเครื่องบินเท่านั้น จึงสืบสวนจนทราบว่าชายดังกล่าว คือ นายราชีด พักอาศัยอยู่ที่อพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง ย่านต.ไทรม้า อ.เมือง จ.นนทบุรี กับน.ส.ฉันทพัฒน์ แฟนสาวชาวไทย ซึ่งมีพฤติกรรมนำบัตรเครดิตปลอมรูดซื้อสินค้าบนเครื่องบินระหว่างเดินทาง เจ้าหน้าที่จึงวางแผนจับกุม โดยนำหมายค้นศาลจังหวัดนนทบุรีเข้าตรวจค้นบ้านพักของนายราชีด ผลการตรวจค้น พบตัวนายราชีดอยู่ภายในห้อง พร้อมตรวจยึดบัตรเครดิตปลอม 7 ใบ โน๊ตบุ๊ค 1 เครื่อง แท็บเล็ต 1 เครื่อง ตั๋วเครื่องบินและบัตรที่นั่ง นิตยสารรายการสินค้าบนเครื่องบิน ใบสั่งซื้อสินค้า และซองใส่ทองคำ ใบเสร็จซื้อทองรูปพรรณ เอกสารอื่นๆจำนวนมาก

พล.ต.ต.อิทธิพล เปิดเผยต่อไปว่า ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้สืบทราบว่าน.ส.ฉันทพัฒน์ จะเดินทางกลับจากประเทศสิงคโปร์ จึงนำกำลังไปดักรอที่สนามบินสุวรรณภูมิ กระทั่งจับกุมตัวได้ จากการตรวจค้นพบบัตรเครดิตปลอม 4 ใบ และน้ำหอมยี่ห้อดัง 10 กล่อง ที่ใช้บัตรเครดิตปลอมรูดซื้อบนเครื่องบิน จึงยึดไว้เป็นของกลางทั้งหมด ทั้งนี้ การใช้บัตรเครดิตปลอมรูดซื้อสินค้าบนเครื่องบิน ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยจับกุมได้มาก่อน

ด้าน พ.ต.ท.ธวัชชัย เปิดเผยว่า ประชาชนและพนักงานบนเครื่องบิน สามารถสังเกตว่าบัตรเครดิตเป็นบัตรปลอมหรือไม่ โดยสังเกตจากความคมชัดของหน้าบัตร เพราะส่วนใหญ่บัตรที่ถูกปลอมแปลงจะใช้เครื่องพิมพ์คุณภาพต่ำ ทำให้หน้าบัตรจะมีความคมชัดน้อยกว่าบัตรเครดิตจริง และยังสามารถใช้แบล็คไลท์ส่องไปที่คำว่าวีซ่าด้านหน้าบัตร ส่วนด้านหลังให้ส่องไปที่แถบที่เขียนชื่อ หากเป็นบัตรจริงจะมีคำว่าวีซ่าสะท้อนออกมา หากยังไม่แน่ใจว่าเป็นบัตรจริงหรือไม่ ขอให้สอบถามโดยตรงกับธนาคาร

จากการสอบสวนทราบว่า นายราชีดเข้ามาอยู่เมืองไทยได้ประมาณ 2 ปี ก่อเหตุในลักษณะนี้มาได้ประมาณ 1 ปี โดยสั่งซื้อข้อมูลบัตรเครดิตจากเว็บไซด์เถื่อน หรือ Dark web ชำระค่าข้อมูลเป็นเงินดิจิตัล หรือ บิทคอยน์ (Bitcoin) เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตำรวจตรวจสอบ ก่อนให้เพื่อนชาวแอฟริกันทำบัตรเครดิตปลอมโดยแก้ไขข้อมูลชื่อเข้าของบัญชีให้เป็นชื่อหญิงไทยที่จะใช้บัตร เพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย เมื่อได้บัตรเครดิตปลอมมาแล้ว จะนำไปรูดซื้อตั๋วเครื่องบิน แล้วให้น.ส.ฉันทพัฒน์ นำบัตรเครดิตปลอมไปรูดซื้อสินค้าบนเครื่องบินเต็มวงเงินเฉลี่ยครั้งละ 20,000-30,000 บาท พอได้ของมาก็จะนำไปขายต่อตามร้านค้าต่างๆ โดยนายราชีดจะแบ่งเงินให้แฟนสาวครั้งละประมาณ 10,000 – 15,000 บาทต่อเที่ยว ซึ่งจากการตรวจสอบประวัติการเดินทางของ น.ส.ฉันทพัฒน์ ตั้งแต่ปี 2560 มีการเดินทางออกนอกประเทศกว่า 36 ครั้ง ไฟท์ที่กลับจากประเทศสิงคโปร์ก่อนถูกจับกุมรูดบัตรซื้อสินค้าไป 4 ครั้ง รวมมูลค่าสินค้าประมาณ 30,000 บาท ส่วนสาเหตุที่เลือกรูดซื้อเฉพาะสินค้าบนเครื่องบิน เนื่องจากการรูดซื้อจะมีช่วงจังหวะข้อมูลบัตรออฟไลน์ จึงทำให้ตรวจสอบได้ยาก สำหรับประเทศที่มักเดินทางไป คือ ประเทศญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เพราะบนเครื่องบินมีสินค้าหลากหลาย

Advertisement

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ” ร่วมกันใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม” และแจ้งข้อหาเพิ่มนายราชีด “หลบหนีเข้าเมือง” ก่อนผลักดันกลับประเทศต่อไป