รวบอ้างอายุน้อยร้อยล้าน คนไทยตัวอย่าง ตุ๋นลงทุนเฟรนไชส์เคาน์เตอร์เซอร์วิส เหยื่อทั่วประเทศเสียหาย 100 ล้าน

5.05.18 | 21:00 น.

เมื่อเวลา18.00 น.วันที่ 5 พฤษภาคม ที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) พ.ต.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ ผกก.6 บก.ป.และเจ้าหน้าที่ตำรวจกก.6 บก.ป. ได้ร่วมกันจับกุมนายชาญณรงค์ โพธิ์งาม อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 120/70 ซ.เสรีไทย 49/1 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 902/2561 ลงวันที่ 27 เมษายน 2561 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน โดยสามารถจับกุมได้ที่โรงแรมฟอร์จูน ราชพฤกษ์ ถ.มิตรภาพ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 พฤษภาคม

สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายในเขตพื้นที่จ.สงขลา และจ.ยะลา  เข้าร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวนว่ากลุ่มผู้เสียหายได้รับการชักชวนให้ร่วมลงทุนกับบริษัทเอสเอฟิ กรุ๊ป โดยมีนายชาญณรงค์ โพธิ์งาม เป็นกรรมการบริษัทประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการขายแฟรนไชส์เคาท์เตอร์เซอร์วิส เช่น จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และบิลต่างๆ ได้กว่า 200 รายการ นอกจากนี้ยังสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทางเว็บไซต์ของบริษัท โดยบริษัทมีระบบการสมัครให้สมาชิกเลือกคือหากสมัครสมาชิกราคา 90,000 บาท จะได้เงินปันผลเดือนละ 5,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 5 ต่อเดือน ร้อยละ 60 ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของบริษัทตามกฎหมายจะพึงจ่ายได้อยู่ที่อัตราร้อยละ 5.15 ต่อปี และหากสมาชิกที่สมัครสามารถแนะนำบุคคลอื่นมาสมัครสมาชิกในราคา 90,000 บาท ผู้แนะนำจะได้รับเงินจำนวน 25,000 บาทต่อคน หากหาสมาชิกมาสมัครในราคา 90,000 บาทพร้อมกันจำนวน 2 คน จะได้รับเงินเพิ่มอีกจำนวน 7,500 บาท โดยสมาชิกที่สมัครในราคา 90,000 บาท จะได้รับโปรโมชั่นไปเที่ยวต่างประเทศฟรี หลังจากสมัครสมาชิกแล้วผู้สมัครจะได้รับยูซเซอร์หรือชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน เพื่อเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นของบริษัทที่ติดตั้งอยู่ในโทรศัพท์

ผู้เสียหายจึงได้เข้าไปที่บริษัทสำนักงานหาดใหญ่ มีนายชาญณรงค์กับพวกบรรยายเกี่ยวกับแนวทางแผนการตลาดและผลประโยชน์ที่จะได้รับ นายชาญณรงค์ได้กล่าวอ้างว่าตัวเองได้รับรางวัลคนไทยตัวอย่างครั้งที่ 4 และได้ออกรายการอายุน้อยร้อยล้าน จึงทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง จึงเข้าร่วมลงทุนกับบริษัทดังกล่าว โดยในช่วงแรกผู้เสียหายจะได้รับเงินปันผลเพียงบางส่วน ต่อมานายชาญณรงค์ได้ชักชวนให้ผู้เสียหายที่หลงเชื่อไปหาสมาชิกมาเพิ่มอีก พร้อมกับหลอกให้ซื้อสินค้าจากบริษัทไปขาย แต่กลุ่มผู้เสียหายไม่หลงเชื่อ นายชาญณรงค์จึงเลิกจ่ายเงินปันผลและขาดการติดต่อกับกลุ่มผู้เสียหาย ทั้งนี้มีผู้เสียหายที่หลงเชื่อเข้าแจ้งความแล้วจำนวน จำนวน 58 คน มูลค่าความเสียหายจำนวน 5,661,050 บาท โดยเหตุเกิดระหว่างวันที่ 1 มกราคม 59-1 มกราคม 61 ต่อมาพนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอาญาออกหมายจับและสามารถติดตามจับกุมตัวนายชาญณรงค์ได้

จากการสอบสวนทราบว่านายชาญณรงค์กับพวกได้หลอกลวงประชาชนในพื้นที่อื่นอีกทั่วประเทศ และมีผู้เสียหายหลงเชื่อร่วมลงทุนจำนวนมากคาดว่าจะมีมูลค่าความเสียหายอีกประมาณ 100 ล้านบาท

Advertisement

เบื้องต้นนายชาญณรงค์ให้การภาคเสธว่า ไม่หลอกลวงผู้เสียหาย ทั้งนี้ตนเองทำธุรกิจดังกล่าวมา 5 ปีแล้ว โดยได้ทำธุรกิจดังกล่าวจริง ซึ่งตนได้คิดค้นพัฒนาแอพพลิเคชั่นขึ้นมาสำหรับให้สมาชิกได้จ่ายบิล และซื้อของต่างๆ สำหรับแอพดังกล่าวผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกจะได้รับตัวอักษรสีดำ แต่หากสมัครสมาชิกก็จะได้รับชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านเพื่อเข้าใช้งานในแอพดังกล่าว โดยจะได้รับสิทธิพิเศษในเรื่องส่วนลดและโปรโมชั่นต่างๆ

อย่างไรก็ตามทางกก.6 บก.ป.ขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่หลงเชื่อและได้รับความเสียหายสามารถเบ้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนบก.ป.ตามเขตพื้นที่รับผิดชอบ นอกจากนี้ทางพ.ต.อ.สมพงษ์ ได้รายงานเรื่องดังกล่าวต่อพล.ต.ท.ฐิติราช หนองหาญพิทักษ์ ผบช.ก. พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. และได้รับคำสั่งให้ดำเนินการประสานงานกับสำนักงานป้องกันแลเปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อให้ตรวจสอบเกี่ยวกับทรัพย์สินของนายชาญณรงค์กับพวกเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป