หนุ่มร้องสื่อตกเป็นผู้ต้องหาฆ่าคนตาย อ้างบริสุทธิ์ โดนซ้อมให้สารภาพ ยันสู้คดีถึงที่สุด

6.05.18 | 18:32 น.

จากกรณีเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา น.ส.องุ่น พุ่มราตรี อายุ 52 ปี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อร้องขอความเป็นธรรมให้กับบุตรชายคือนายพงศธร หรือเอ็ม พุ่มราตรี อายุ 27 ปี ภายหลังตกเป็นผู้ต้องหาพร้อมกับนายเอกชัย หรือซิ่ง ยินดีวงษ์ อายุ 33 ปี ในข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา” เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งในวันเดียวกันบุตรชายถูกทางเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวมาสอบสวนเพิ่มเติมที่สน.สายไหม โดยให้การปฏิเสธแต่กลับถูกทำร้ายร่างกายขณะสอบปากคำจนได้รับอาการบาดเจ็บ ส่วนนายเอกชัย ได้หลบหนีการจับกุมจนกระทั่งมาก่อเหตุฆ่าตัวตายเพื่อหลบหนีคดีเมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 6 พฤษภาคม นายพงศธร เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 27 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ภายในซอยพหลโยธิน 54/1 แยก4-7 แขวงคลองถนน เขตสายไหม กทม. โดยปกติตนไม่ได้พักอาศัยอยู่ภายในซอยดังกล่าววันเกิดเหตุได้มาหาเพื่อนที่อยู่ด้านท้ายซอยจากนั้นเดินเท้าออกมาโทรศัพท์ก่อนพบนายเอกชัย นั่งอยู่ที่ร้านขายของชำบริเวณกลางซอยจึงทำการทักทายกันตามปกติเนื่องจากรู้จักกันมาก่อนหน้านี้ ต่อมานายเอกชัย ได้ขอตัวกลับบ้านพักโดยขับรถยนต์ ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิ้ลยู สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ชล 4514 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดหันหน้าเข้าห่างจากปากซอยประมาณ 20 เมตร จึงถอยหลังออกจึงบอกทางจากด้านท้ายรถให้เนื่องจากไฟดับทั้งซอย

นายพงศธร กล่าวว่า ได้ชนกับกระถางต้นไม้จนแตก จึงขออาสาขับรถให้โดยที่ตนถอยรถให้อยู่พบว่านายธันวา พิมจ่อง อายุ 28 ปี และนายภาณุมาศ จีนสกุล อายุ 25 ปี ขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์พากันออกมาจากซอยแยกก่อนที่นายเอกชัยจะใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงทั้งคู่จนล้มฟุบนอนแน่นิ่ง ซึ่งขณะนั้นตนไม่ทราบว่าทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่องอะไรเนื่องจากอยู่ระหว่างการใช้สมาธิในการถอยรถออกจากซอย จากนั้นด้วยความตกใจจึงหยุดรถก่อนรีบลงไปดูเพื่อจะสอบถามถึงสาเหตุแต่นายเอกชัย กลับยิงทั้งคู่ซ้ำอีกและวิ่งหลบหนีไปอย่างรวดเร็วโดยจอดรถทิ้งไว้ ซึ่งตนเป็นผู้แจ้งให้ทางมูลนิธิเข้ามาตรวจสอบเพื่อให้การช่วยเหลือแต่ก็ไม่ทันการณ์

นายพงศธร กล่าวต่อว่า ยังยืนอยู่ในจุดเกิดเหตุก่อนทางตำรวจจะตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพร้อมทั้งเชิญตนไปสอบสวนเพิ่มเติมที่สน.สายไหม โดยระหว่างการสอบปากคำภายในห้องฝ่ายสืบสวนอยู่นั้น มีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตนได้ให้ความร่วมมือในทุกด้านพร้อมทั้งปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีซึ่งเป็นผู้อาสาถอยรถให้ผู้ก่อเหตุเพียงเท่านั้น แต่จู่ๆตำรวจนายหนึ่งกลับใช้มือตบเข้าใบหน้าตนอย่างจัง 1 ครั้ง จนร่างตกจากเก้าอี้หล่นนอนฟุบลงกับพื้นก่อนใช้เท้ากระทืบซ้ำจนต้องเอาแขนออกมากันศรีษะทั้ง 2 ข้าง เมื่อรองเท้าแตะนายตำรวจหลุดยังเอามาตีที่ศีรษะพร้อมทั้งให้ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ร่วมก่อเหตุแต่ตนไม่ยิมยอมจึงถูกกักตัวไว้ 48 ชั่วโมง พร้อมทั้งถูกออกหมายจับในข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา” จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้นำตนไปฝากขังต่อศาลจังหวัดมีนบุรี โดยตนยื่นหลักทรัพย์เพื่อขอประกันตัวเป็นเงินสดจำนวน 1 แสน เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา

“จากนั้นจึงรีบเดินทางไปตรวจร่างกายทั้งโรงพยาบาลรัฐ และเอกชน โดยแพทย์ระบุว่าถูกทำร้ายร่างกายจริงพร้อมทั้งให้ยามารับประทานอีกด้วย ก่อนเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.สายไหม เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานจน กระทั่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้ตนยืนยันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และพร้อมให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ทุกด้าน แต่กลับมาถูกเจ้าหน้าที่รัฐเพียงรายเดียวทำร้ายร่างกายซึ่งตนจะขอสู้คดีให้ถึงที่สุด” นายพงศธร กล่าว

Advertisement