เมื่อเวลา 21.30 น.วันที่ 10 พฤษภาคม ที่สน.ทองหล่อ พ.ต.อ.ขจรพงศ์ จิตต์ภาคภูมิ ผกก.สน.ทองหล่อ พ.ต.ท.สิทธิศักดิ์ นาคามาตย์ รอง ผกก.สน.ทองหล่อ และพ.ต.ท.อัครัช ถนอมชาติ สว.สส.สน.ทองหล่อ ร.ต.อ.กิตติเชษฐ์ กิติสาร, ร.ต.อ.ชัยเฉลิม กันจากภัยรีย์ ร.ต.อ.ปริน ปัญญาบวรภัค รอง สว.สส.สน.ทองหล่อ ร่วมกันนำกำลังตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ จับกุมตัวน.ส. พิมลพรรณ แสงประทุม อายุ 44 ปี และนายวุธานุสรณ์ สุภาพ อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาพร้อมของกลางบัตรอีเล็กทรอนิกส์ (มาสเตอร์การ์ด) 1 ใบ สำเนาใบเสร็จรับเงิน ห้างสรรพสินค้าดังกล่าว 1 ใบ และโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อซัมซุง รุ่น Galaxy S9 สี Mildnight Black 1 เครื่อง โดยสามารถจับกุมได้ที่บริเวณจุดรับชำระสินค้า แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ถนนพระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร
สืบเนื่องจากขณะที่ตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่นั้น ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้างดังกล่าวว่า พบบุคคลต้องสงสัยมีท่าทางเป็นพิรุธ จำนวน 2 คน เดินเลือกซื้อสินค้าอยู่ภายในห้าง บริเวณแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า จึงเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบน.ส.พิมลพรรณ และนายวุธานุสรณ์กำลังชำระเงินสินค้าด้วยบัตรเครดิต จากนั้นเห็นผู้ต้องหารายแรกเซ็นชื่อในบิลถึง 6 ครั้ง แต่ก็ไม่ผ่าน เนืองจากลายเซ็นไม่ตรงกับทางเจ้าของบัตร ทางตำรวจชุดจับกุมจึงแสดงตัวขอทำการตรวจสอบบัตรประชาชนว่ามีชื่อตรงกันกับในบัตรเครดิตดังกล่าวหรือไม่ ผลปรากฎว่าชื่อไม่ตรงกันกับชื่อตามบัตรประชาชนทั้งสองคน โดยชื่อตามบัตรดังกล่าวเป็นชื่อชาวต่างชาติ จึงควบคุมตัวมาสอบสวนที่สน.ทองหล่อ

จากการสอบสวน ผู้ต้องหาทั้งสองราย ให้การยอมรับสารภาพว่า บัตรอิเล็กทรอนิกส์ เป็นของบุคคลอื่นไม่ทราบว่าเป็นของใคร เมื่อคืนที่ผ่านมา (9 พ.ค.) เวลาประมาณ 23.00 น. นายวุธานุสรณ์ ได้เก็บบัตรอิเล็กทรอนิกส์ โดยได้มาจากตู้กดเงินของธนาคารแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ริมถนนภายในซอยสุขุมวิท 4 แขวงคลองเตยเหนือ เขตคลองเตย กทม. จากนั้นได้มาให้น.ส. พิมลพรรณ เป็นคนเก็บเอาไว้ และวันนี้จึงได้ชักชวนกันออกมาซื้อสินค้า และทดลองใช้บัตรดังกล่าว ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นเพื่อชำระซื้อสินค้าแทนเงินสด โดยเลือกโทรศัพท์รุ้นดังกล่าวที่เป็นสินค้าตัวใหม่ และมีราคาสูง และน.ส.พิมลพรรณ ได้เป็นผู้ลงลายมือเซ็นชื่อในใบเสร็จดังกล่าว แต่เซ็นเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน จึงคิดออกอุบายว่าจะขอนำบัตรดังกล่าวไปกดเงินสดเพื่อมาชำระ แต่มาถูกจับก่อน ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสองตั้งใจจะนำโทรศัพท์ไปขาย แล้วนำเงินมาใช้จ่าย เนื่องด้วยช่วงนี้ตกงาน ไม่มีเงินใช้ และก่อเหตุเป็นครั้งแรก
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจาก ผู้เสียหายซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น และเป็นเจ้าของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวว่าตนได้ทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์หายไปเมื่อเวลาประมาณ 23.30 น.ของวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา จึงประสานเดินทางมารับมอบทรัพย์สินคืนจากทางตำรวจ ซึ่งทางผู้เสียหายดีใจเป็นอย่างมากที่ได้ทรัพย์สินคืน และยังขอบคุณทางตำรวจที่ทำงานอย่างรวดเร็วอีกด้วย

เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือร่วมกันรับของโจร, ร่วมกันมีและใช้บัตรอีเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และเพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระราคาสินค้าแทนการชำระด้วยเงิน”

