ทนาย ติง ตร.ออกหมายเรียก เเจ้งข้อหา ‘พ่อ สันธนะ’ ส่อใช้อำนาจมิชอบ ชี้ให้ดูเจตนา

14.05.18 | 20:28 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าทางพนักงานสอบสวน สน.โชคชัยได้ออกหมายเรียก พ.ต.อ.(พิเศษ)สมชาย ประยูรรัตน์ อายุ 91 ปี บิดาของ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรอง ผกก.สันติบาล ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีกรรโชกทรัพย์ ในมาตรา 189 ผู้ใดช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นประการใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุมว่าการใช้กฎหมายแก่กรณีใดมิใช่ตีความตามความรู้สึกหรือตามความต้องการของผู้ตีความ เพราะจะกลายเป็นว่าใช้อำนาจโดยมิชอบอาจส่อไปในทางมีเจตนากลั่นแกล้งได้

กรณีที่มีหมายเรียกผู้ต้องหามาถึงบิดาของ พ.ต.ท.สันธนะ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญานั้น ถือว่าบิดากำลังจะตกเป็นผู้ต้องหา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมองว่าเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา 189 นั้น ตนเห็นว่า น่าจะเป็นความเข้าใจในหลักกฎหมายที่คลาดเคลื่อนหรืออาจตีความเชิงเป็นโทษเกินสมควร

จึงขออธิบายพอสังเขปว่า ต้องแยกพิจารณาก่อนว่า พ.ต.ท.สันธนะ ที่ไปบ้านพ่อยังไม่ตกเป็นผู้ต้องหา ซึ่งหากพฤติการณ์ของบิดา ไม่รู้อยู่แล้วว่า พ.ต.ท.สันธนะ เป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด ก็ย่อมขาดเจตนากระทำผิด แม้ต่อมาหรือขณะที่อยู่บ้านบิดา จะมีหมายจับของศาลแล้วก็ต้องพิจารณาต่อไปว่า บิดาได้ช่วยเพื่อไม่ให้ต้องโทษหรือเพื่อไม่ถูกจับกุมหรือไม่ ซึ่งตามหลักกฎหมายอาญา คือพฤติการณ์ที่ต้องมีเจตนาพิเศษ แต่ดูแล้วบิดาของ พ.ต.ท.สันธนะ เปิดบ้านให้ลูกชายของตนซึ่งไม่ใช่คนทั่วไปที่หลบหนีคดีย่อมเป็นเรื่องปกติตามวิสัยของผู้เป็นบุพการี แล้วจะเป็นการให้ที่พำนัก ซ่อนเร้นได้อย่างไร แต่หากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตามจับตามหมายจับมาถึงบ้านบิดา แล้วบิดาแจ้งว่าไม่ได้มาหรือไม่ได้อยู่ในบ้าน ข้อเท็จจริงเช่นนี้จึงจะเป็นความผิดตาม มาตรา 189

ประการต่อมาการที่ พ.ต.ท.สันธนะ ติดต่อกับ สน.โชคชัยว่า ตนจะเข้ามอบตัวและให้ไปรับตัวที่บ้านของบิดา ย่อมแสดงว่าไม่ได้คิดจะหลบหนีเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม แม้ขณะนั้น จะตกเป็นผู้ต้องหาแล้วก็ตาม นอกจากนี้การที่ผู้ถูกกล่าวหาเมื่อทราบว่าตนจะเป็นผู้ต้องหา จะเดินทางไปบ้านบิดามารดาหรือญาติพี่น้อง และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่าตนอยู่ที่แห่งนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือ ผกก.สน.โชคชัย ย่อมทราบดีว่า พ.ต.ท.สันธนะจะมอบตัวโดยสมัครใจ ส่วนเจ้าของบ้านซึ่งคือบิดา จึงไม่ได้ให้ที่พำนักเพื่อไม่ให้ต้องโทษ และไม่ได้เป็นการทำด้วยประการใดๆ เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม กรณีเช่นนี้ก็ไม่เป็นความผิดอีก ตรงนี้ตำรวจที่รับผิดชอบหรือพนักงานสอบสวนต้องระวังการใช้กฎหมายซึ่งอาจจะเป็นการลุแก่อำนาจ จะด้วยเจตนาบริสุทธิ์หรือไม่ก็ตาม เพราะถือว่าเป็นการกระทำใช้อำนาจหน้าที่เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่มิชอบได้

ตนขอทักท้วงตามหลักการสิทธิเสรีภาพที่ประชาชนทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมว่า เจ้าพนักงานตำรวจต้องทบทวนการออกหมายเรียกผู้ต้องหา และต้องทำการสอบสวนให้ได้ความและข้อเท็จจริงที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของบิดาด้วย หากพฤติการณ์ไม่เป็นความผิดก็ไม่ควรดำเนินคดี เพื่อเป็นการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนตามหลักกฎหมายอย่างเป็นธรรม

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 นั้นผู้ใดช่วยผู้อื่น ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้น หรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใด เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เเละตามมาตรา 193 ยังบัญญัติว่า หากการกระทำผิดตามมาตราดังกล่าว เป็นไปเพื่อช่วยเหลือบิดา มารดา บุตร สามีหรือภริยา ศาลจะไม่ลงโทษ ก็ได้