ไกล่เกลี่ยไม่ลง’ลำไย ไหทองคำ’ปฏิเสธจ่าย 3 ล.อ้างสูงไป ศาลนัด 25 มิ.ย. อดีตผจก.เปิดความหลัง

18.05.18 | 18:42 น.
ภาพจาก อินสตาแกรม @eaylamyai1

เมื่อเวันที่ 18 พฤษภาคมที่ ห้องไกล่เกลี่ย 3 ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ ผู้ประนีประนอม ได้นัดคู่ความ 2 คดี ไกล่เกลี่ย ระหว่าง นายณรงค์วัฒน์ หรือ บ่าวเอก ยันตะพันธ์ อดีตผู้จัดการ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.สุพรรณษา เวชกามา หรือ ลำไย ไหทองคำ จำเลยที่ 1 และ นายประจักษ์ชัย เนาวรัตน์ ผู้จัดการและผู้บริหารไหทองคำ จำเลยที่ 2 เรื่องความผิดต่อ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ละเมิดสัญญานักแสดง ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560

ฝ่ายโจทก์นายณรงค์วัฒน์ มาศาลพร้อมนายชาย ไชยคำ หรือ ชาย เสรภูมิ และนายธนดล ธรณ์ธนากุล ทนายความ ส่วนฝ่ายจำเลยมอบอำนาจให้ น.ส.โยษิตา เนาวรัตน์ ผู้จัดการส่วนตัว และทนายความมาแทน
ทั้งนี้การไกล่เกลี่ยครั้งก่อนเมื่อ 26 เมษายน ที่ผ่านมา ฝ่ายจำเลยทั้งสองแจ้งว่าติดภารกิจไม่สามารถมาร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยได้ ในวันนั้นใช้เวลาเจรจากัน 1 .ม. ได้ข้อสรุปว่า ฝ่ายโจทก์เสนอข้อเรียกร้องค่าเสียหายจำนวนหนึ่ง และโจทก์จะยกเลิกสัญญานักร้องนักแสดงที่ทำไว้กับ น.ส.สุพรรณษา เมื่อ 12 สิงหาคม 2557 ทาง น.ส.โยษิตาตัวแทนรับมอบอำนาจของจำเลยทั้งสองรับข้อเสนอไปปรึกษากับจำเลยทั้งสองเพื่อตัดสินใจ

สำหรับวันนี้เป็นการเจรจาครั้งที่ 3 ใช้เวลานาน 1 ช.ม.ผลสรุปทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้พร้อมกับขอให้ส่งสำนวนคดีสู่ศาล ผู้ประนีประนอมเห็นว่า เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ จึงเห็นควรให้ส่งสำนวนคดีคืนสู่ศาลเพื่อพิจารณาและมีคำสั่งต่อไป โดยเจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยได้สอบถามทั้งสองฝ่ายนัดพร้อมในวันที่ 25 มิถุนายน2561 เวลา 09.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับค่าเสียหายที่ฝ่ายโจทก์เรียกร้องลำไยและผู้จัดการไปเป็นเงินจำนวน 3,000,000 บาท(สามล้านบาทถ้วน) โดยทางตัวแทนจำเลยแจ้งว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงเกินไป ทำให้การเจรจาตกลงกันไม่ได้ คดีนี้จึงต้องส่งสำนวนกลับไปที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเพื่อดำเนินการพิจารณาตามปกติต่อไป

นายณรงค์วัฒน์ หรือ บ่าวเอก อดีตผู้จัดการลำไย กล่าวว่า สำหรับคดีนี้ตนได้มาขอพึ่งอำนาจศาลทรัพย์สินฯ ยื่นฟ้องลำไย และผู้จัดการคนปัจจุบัน ทั้งนี้คู่กรณีก่อนจะมาออกผลงานเพลง “ผู้สาวขาเลาะ“ ได้มีการทำสัญญากับตนไว้มีกำหนดระยะเวลานาน 5 ปี (12สิงหาคม2557 ถึง 12 สิงหาคม 2562) ซึ่งสัญญายังมีผลบังคับ ไม่มีการยกเลิก

นายณรงค์วัฒน์ กล่าวว่า ของเรื่องราวที่ต้องมาฟ้องศาลฯ ว่า “ปีแรกที่น้องเขาอยู่กับผมได้ผลิตผลงานออกมา 2 ซิงเกิ้ลใหม่ ใช้ชื่อในการแสดงว่า “หอยแครง แสงตะวัน” และนำเพลงเก่าของศิลปินรายอื่นมาร้องด้วย ครั้งแรกที่ไปพบเห็นน้องเขาแดนซ์บนเวทีงานวัดแห่งหนึ่ง เห็นหน่วยก้านดีน่าจะมีแวว เขายังไม่มีสังกัด ดูใจกันมาพักหนึ่ง ก่อนจะพูดคุยกับพรรคพวกนักปั้นด้วยกันหลายคน สุดท้ายจึงตกลงมาเซ็นสัญญาให้ดูแลมีกำหนดระยะเวลา 5 ปี ขณะนั้นน้องเขามีอายุราวๆ 14-15 ปีได้ มีคุณแม่และตัวน้องเขาร่วมเซ็นสัญญากัน มีพยานรู้เห็นคนในวงการรับรู้รับทราบกันทั่วไป น้องเขาอยู่กันได้ประมาณ 1 ปีเศษ ระยะแรกนั้นยอมรับว่ายังไม่มีชื่อเสียงโด่งดังน้องเขาต้องเรียนนาฏศิลป์ไปด้วย ส่งผลให้การรับงานแสดงได้เฉพาะวันศุกร์และเสาร์ ก่อนคุณแม่เขาจะโพสต์เฟซบุ๊ค ว่าน้องเรียนหนักจะขอหยุดการร้องเพลง เห็นว่าการเรียนสำคัญสำหรับอนาคต เรื่องเรียนนาจะต้องมาก่อน แม้เราจะต้องทำธุรกิจปั้นนักร้องก็ต้องปฏิเสธการรับงาน ทำให้งานแสดงน้อยลงรายได้ต้องน้อยลงตามไปด้วย แต่ผมยังต้องเดินทางโปรโมทต่อไป เอาซิงเกิ้ลไปแจกตามสถานีวิทยุ มีการรับงานแต่น้อยลงไปมา มารู้อีกทีเพื่อนส่งคลิปมาให้ดูเห็นว่าเด็กของเราไปร้องอยู่ค่ายอื่นโดยใช้ชื่อลำไยคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กๆ ไม่เป็นไรสามารถพูดคุยกันได้ จึงประสานผ่านเพื่อนๆ และผู้ใหญ่ในวงการขอให้มาเคลียร์กัน ว่าทำไมไปแสดงใช้ชื่ออื่น ทำไมไปจดสัญญาซ้อน การย้ายค่ายหรือการเปลี่ยนชื่อนักแสดงสำหรับผมถือเป็นเรื่องเล็กมาก แต่น่าจะเขามาพูดคุยกัน นี้กลับไม่บอก ไม่ติดต่ออะไรผมเลย อยู่ๆ ก็ทิ้งกันไปเฉยๆ เลยเมื่อติดต่อไม่ได้ สื่อสารกันไม่ได้ จึงเลยทำให้มาถึงวันนี้ที่ต้องมาขอพึ่งอำนาจศาล พยายามติดต่อนะ มีคนถามว่าทำไมตนไม่ไปหาเขาที่เวทีที่น้องเขาเปิดแสดงเลย คิดว่ามันไม่ถึงขั้นที่เราจะต้องไปหาเขา เขาควรที่จะเข้ามาพูดคุยกับผมมากกว่า ถ้าจะให้ผมไปตามหาพบตัวเขาจริงๆ ทำได้ แต่คิดว่าไม่ถึงขั้นที่ผมจะต้องลงทุนไปทำถึงขนาดนั้น”

Advertisement

เมื่อถามว่าฝ่ายจำเลยบอกว่าสัญญาดังกล่าวเป็นแค่กระดาษแผ่นเดียว ไม่มีความหมาย นายณรงค์วัฒน์ กล่าวว่า คำว่าสัญญาก็คือสัญญา จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ถ้าคุณไม่ยอมทำตามข้อสัญญาก็น่าจะเข้าข่ายโกง หัวหมอ การที่คุณพูดแบบนั้นแสดงว่าคุณรู้อยู่แล้วว่าคุณมีสัญญา อย่ามาหาช่องออกหาว่าสัญญาไม่รัดกุม แบบนั้นคุณใช้ไม่ได้ ไม่ละอายใจบ้างเหรอ ตอนที่คุณยังไม่เก่ง ไม่มีใครเอาคุณ ตอนที่คุณมาแบบเด็กๆ อยู่ ทำไมค่ายนั้นไม่มาเอา มีกี่คนทีอยากมาปั้นเด็กที่ยังไม่เป็น เด็กอยากเป็นนักร้อง อยากมีซิงเกิ้ล เราก็ให้โอกาส พออยู่กับเราเมื่อบินแข็งแล้วไป มาอ้างว่าดูสัญญาแล้วมีช่องโหว่ไปได้ แบบนี้มันใช้ไม่ได้ แต่ถึงวันหนึ่งศาลตัดสินแล้วคุณชนะโดยที่สัญญาตนไม่รัดกุมตนก็จะยอมรับ แต่ถ้าตัดสินออกมาว่าสัญญาผมสมบูรณ์เป็นฝ่ายชนะ คุณก็ต้องรับผิดชอบ ถึงแม้คุณจะแพ้หรือชนะคุณก็รู้อยู่แก่ใจว่าคุณได้มาเซ็นสัญญากับผม คนเราต้องมีจิตสำนึก มีความรับผิดชอบ ยื่นฟ้องคดีนี้มาตั้งแต่กันยายนปีที่แล้ว สุดท้ายทางคู่กรณีขอไกล่เกลี่ย ตนก็ไม่อยากมีปัญหา ทุกอย่างน่าจะมีทางออก พอถึงวันนัดครั้งแรกไกล่เกลี่ยก็ไม่มา ส่งทนายมาแทน ทนายก็ตัดสินใจไม่ได้ พอครั้งต่อมาก็ส่งผู้มีอำนาจมาเจรจาพอมาไกล่เกลี่ยก็ตัดสินใจไม่ได้ขอกลับไปปรึกษากันก่อน จนมาถึงวันนี้สรุปสั้นๆ ว่าเจรจาตกลงกันไม่ได้ คดีนี้ก็จะต้องเขาสู่กระบวนการพิจารณาของศาลต่อไป