เมื่อวันที่ 5 เมษายน นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์การตัดต้นไม้ในเขตทางหลวง ว่ากรณีหน่วยงานภาครัฐหรือวิสาหกิจที่ต้องการจัดทำโครงการต่างๆ โดยมีความจำเป็นต้องตัดต้นไม้ที่อยู่ในเขตหลวงหรือตามข้างถนน เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ต้องการขยายเขตไฟฟ้า หรือกรมทางหลวงจัดทำโครงการขยายเส้นทางจราจรต่างๆ นั้น ตามกฎหมายพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ระบุต้นไม้ที่อยู่ในเขตทางหลวง ถือเป็นความดูแลของกรมป่าไม้ทั้งสิ้น ดังนั้น ก่อนทำโครงการหรือตัดต้นไม้ต้องขออนุญาตจากกรมป่าไม้ก่อน
นายชลธิศกล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการทำไม้ในเขตทางหลวง หน่วยงานนั้นๆ ต้องแจ้งโครงการให้กรมป่าไม้ทราบ ซึ่งกรมป่าไม้จะแจ้งไปยังจังหวัดในพื้นที่นั้นๆ เพื่อประสานกับสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ท้องที่ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ท้องที่ และแขวงการทางจังหวัดท้องที่ ร่วมสำรวจไม้ ตรวจวัดประทับตราไม้ จัดทำบัญชีไม้ และจัดทำบันทึกการตรวจสอบดังกล่าว และส่งข้อมูลกลับไปให้กรมป่าไม้พิจารณา หากเอกสารหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์ จะมีคณะทำงาน ประกอบด้วย ผู้แทนสำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ ผู้แทนสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า และผู้แทนสำนักการอนุญาตออกไปตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง จากนั้นคณะทำงานจะรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและเสนอมายังอธิบดีกรมป่าไม้เพื่อพิจารณา
นายชลธิศกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในการดำเนินการนำไม้ออกสองข้างทางสามารถดำเนินการได้ 2 วิธี คือ 1.การขุดล้อมไม้ โดยพิจารณาจากพันธุ์ไม้ที่มีค่าหรือหายาก 2.การตัดฟัน จะพิจารณาจากไม้ที่มีขนาดใหญ่ รากหยั่งลึก หรือเมื่อทำการขุดล้อมแล้วต้นไม้มีโอกาสรอดตายต่ำจะใช้วิธีตัดฟันแทน ซึ่งหากผ่านการพิจารณาแล้วผู้รับอนุญาตต้องชำระค่าธรรมเนียม ลงนามรับทราบ และรับใบอนุญาตทำไม้ และใบคู่มือคนงานหรือผู้รับจ้าง ที่สำนักการอนุญาต กรมป่าไม้ จากนั้นต้องแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจวัดประทับตราชักลากไม้ หรือเพื่อตรวจวัดคำนวณค่าภาคหลวงไม้ โดยห้ามนำไม้เคลื่อนที่ออกจากตอไม้หรือที่ซึ่งไม้ยืนต้นอยู่ก่อนประทับตราชักลากโดยเด็ดขาด และผู้รับอนุญาตต้องไปชำระค่าภาคหลวงไม้และค่าบำรุงป่า ที่กรมป่าไม้ จากนั้นค่อยนำใบเสร็จยื่นประกอบคำขอออกใบเบิกทางนำไม้เคลื่อนที่ไปยังจุดหมายปลายทางได้
“ส่วนกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มีการตัดต้นไม้อายุเป็นหลายสิบปีนั้น กรมป่าไม้จะต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป เพราะบางโครงการก็มีความจำเป็นต้องพัฒนาระบบคมนาคม เช่น ต้องขยายเส้นทางจราจรเพื่อการขนส่ง เราจึงต้องมองในหลายมิติ ความเจริญเติบโตของสังคมไทยเมื่อเทียบกับสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ จึงต้องมาชั่งน้ำหนักว่าคุ้มค่าและเหมาะสมหรือไม่ คงตามกระแสสังคมอย่างเดียวไม่ได้ อีกทั้งต้องมีการทำประชาพิจารณ์ทุกครั้ง ซี่งกรมป่าไม้จะดำเนินการโดยยึดกฎหมายเป็นหลัก ส่วนไม้มีค่าที่ตัดไปนั้นต้องส่งมอบให้ทางองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เพื่อนำไม้มีค่าไปใช้ประโยชน์แก่รัฐต่อไป แต่หากมีการตัดไม้โดยไม่ขออนุญาตกับกรมป่าไม้ถือว่าผิดกฎหมายอย่างแน่นอน” อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว

