ภาคประชาชนจี้แบน ‘พาราควอต’ ทันที เพิกเฉยนัดชุมนุมใหญ่ทำเนียบฯ

22.05.18 | 15:56 น.

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม เครือข่ายสนับสนับสนุนการแบนสารพิษอันตรายร้ายแรง จาก 50 จังหวัด จำนวน 369 องค์กร ได้เปิดเวทีอภิปราย “ยุติผลประโยชน์ทับซ้อน เรียกหาความโปร่งใสของคณะกรรมการวัตถุอันตราย” พร้อมทั้งออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลและคณะกรรมการวัตถุอันตราย ยกเลิกการใช้พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และจำกัดการใช้ไกลโฟเซตทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยบ่ายวันเดียวกัน นายมงคล ด้วงเขียว ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ได้นำเครือข่ายฯ เข้ายื่นแถลงการณ์ต่อประธานกรรมการวัตถุอันตราย ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

สำหรับแถลงการณ์ระบุว่า ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีการประชุมเพื่อพิจารณายกเลิกและจำกัดการใช้วัตถุอันตราย ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 โดยคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตราย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต จะสรุปข้อมูลและนำเสนอต่อกรรมการวัตถุอันตรายในวันดังกล่าว

เครือข่ายฯ สนับสนุนข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้มีการแบนพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส และจำกัดการใช้ไกลโฟเซต และได้ติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พบความไม่ชอบมาพากล ในกระบวนการพิจารณาการแบนสารพิษดังกล่าว 1.การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตรายฯ มีตัวแทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตข้าราชการในกระทรวงนั้นถึง 4 คน และอีก 4 คน เลือกจากผู้ที่แสดงจุดยืนสนับสนุนกระทรวงเกษตรฯ จากคณะกรรมการที่มีจำนวน 12 คน

Advertisement

2.อนุกรรมการเฉพาะกิจฯ ดังกล่าวเสนอใช้ข้อมูลเก่า ล้าสมัย เพื่อโน้มน้าวให้มีการใช้สารพิษร้ายแรงดังกล่าวต่อไป โดยเพิกเฉยต่อข้อมูลเชิงประจักษ์และรายงานใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก ดังที่เครือข่ายนักวิชาการจากหลายสถาบัน เช่น สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นต้น 3.กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัตถุอันตรายอย่างน้อย 3 คน เกี่ยวข้องกับบริษัทค้าสารพิษอันตรายทั้ง 3 ชนิด

เครือข่ายฯ จึงเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายต้องดำเนินการให้มีการพิจารณายกเลิกและจำกัดการใช้สารพิษดังกล่าวอย่างโปร่งใส ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน และต้องเปิดเผยผลการศึกษาทั้งหมด เช่น ข้อวินิจฉัยส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้อง ผลการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายและอนุกรรมการเฉพาะกิจ ฯลฯ ต่อประชาชน หากผลการพิจารณาตัดสินใจของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นไปอย่างล่าช้า หรือไม่เป็นไปตามข้อเสนอของ สธ. และประชาคมของนักวิชาการ ซึ่งได้แถลงอย่างเป็นทางการถึงพิษภัยร้ายแรงของสารพิษดังกล่าวเพื่อสนับสนุนข้อเสนอของ สธ. เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม เครือข่ายฯ จะใช้สิทธิพื้นฐานในการปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยจะจัดให้มีการชุมนุมใหญ่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล

นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ยังจัดเวทีเสวนา “การมีส่วนได้เสียและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในการพิจารณา (ไม่) แบนสารพิษอันตราย” มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นายมานะ นิมิตรมงคล องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ มูลนิธิชีววิถี (BioThai) น.ส.บุญยืน ศิริธรรม สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค และนายสุรชัย ตรงนาม มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

นายมานะ กล่าวว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นได้มีการสำรวจประชาชนว่ามีการติดตามเรื่องใดเป็นพิเศษ ซึ่งพบว่าพาราควอตเป็น 1 ใน 5 เรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจและเห็นตรงกันว่าเป็นปัญหาคอร์รัปชั่นอันดับที่ 1 ทั้งนี้ตั้งข้อสังเกตว่า ในประเทศไทยมีธุรกิจรายใหญ่ๆ มักตั้งพวกอดีตข้าราชการเป็นที่ปรึกษา หรือรู้จักมักคุ้นกันมาตั้งแต่ยังไม่เกษียณ ทำให้กลายเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งกรณีพาราควอตก็เป็นแบบเดียวกัน

ด้านนายวิฑูรย์ กล่าวว่า ในประเทศไทยหน่วยงานที่พิจารณาต่อใบอนุญาตสารทั้ง 3 ชนิด คือ กรมวิชาการเกษตร แต่เป็นหน่วยงานที่ไม่มีความรู้ด้านผลกระทบต่อสุขภาพ เมื่อมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาก็พบว่ามีตัวแทนจากหน่วยงานที่ไม่มีความเข้าใจร่วมด้วย อีกทั้งบางคนมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับธุรกิจดังกล่าว
“ดังนั้นในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย รัฐบาลชุดนี้จะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น หากไม่แบนพาราควอต แสดงว่า รัฐบาลกำลังเห็นแก่ผลประโยชน์ของบริษัทเอกชนมากกว่าประชาชนทั้งประเทศ และแสดงว่ารัฐบาลกำลังหวังการสนับสนุนบางรูปแบบจากกลุ่มทุน เพื่อสืบทอดอำนาจหลังการเลือกตั้ง” นายวิฑูรย์ กล่าว

นายสุรชัย กล่าวว่า คณะกรรมการวัตถุอันตรายควรพิจารณาบนหลักคิดปกป้องสุขภาพของประชาชนไว้ก่อน และหากกรณีนี้ยังมีข้อถกเถียงในรายละเอียด ก็ควรพิจารณายกเลิกการใช้ไปก่อนจนกว่าจะมีการพิสูจน์ได้ว่าเป็นสารที่ไม่อันตราย ขณะเดียวกัน หากคณะกรรมการวัตถุอันตรายไม่แบนพาราควอต ประชาชนที่คิดว่ากำลังได้รับผลกระทบก็มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้เช่นกัน