เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 พฤษภาคม ที่สน.พญาไท พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบช.ทท. พร้อมด้วย พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รองผบก.ทท.1 พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รองผบก.ทท.2 พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์รองผบก.สปพ. นายพิชัย สุวรรณกิจบริหาร ผอ.สำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม ร่วมกันแถลงข่าว การตั้งคณะทำงานร่วมกับ กสทช. เพื่อตรวจสอบบริษัทที่ให้การเช่า VoIP หรือ การใช้บริการทางโทรศัพท์ผ่านระบบ อินเตอร์เน็ต โดยไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ชุมสายโทรศัพท์ ผิดกฎหมาย
พล.ต.ต.สุรเชรษฐ์ กล่าวว่า สำหรับวันนี้ตำรวจกับกสทช. จะตั้งคณะกรรมการร่วมกันเพื่อตรวจสอบบริษัทที่ให้เช่าช่วงต่อ VoIP อย่างผิดกฎหมาย โดยจะมีพล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รองผบ.ตร.เป็นประธาน และสน.ดอนเมืองเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน ซึ่งภายในสัปดาห์หน้าจะเริ่มลงตรวจบริษัทที่รับช่วงต่อจาก 5 บริษัทเครือข่ายหลัก คือ ทีโอที แคท ทรู เอไอเอส ดีแทค โดยจะจัดการให้เด็ดขาดเพราะพบว่าบริษัทที่รับช่วงต่อบางแห่งเป็นบริษัทที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์เช่าไปใช้เป็นเครื่องมือให้การหลอกลวงประชาชน เบื้องต้นตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2560 ถึง 22 พฤษภาคม 2561 มีความเสียหาย 436 คดี มูลค่า 225,572,288.65 บาท ที่ผ่านมาพบว่าบริษัทที่ให้เช่าช่วงต่อจำนวน 3 บริษัทกระทำผิดกฎหมายประกอบด้วยบริษัท วัน ทรู ออล จำกัด บริษัทแพรคติเคิล เน็ตเวิร์ค จำกัดและบริษัท ไลฟ์ ไทม์ เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า บริษัท วัน ทรู ออล จำกัด กระทำความผิดมาแล้ว 3 ครั้ง ในข้อหา ประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่รับอนุญาต ตามมาตรา 67 ของพ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544

พล.ต.ต.สุรเชรษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการติดตามผู้ที่กระทำผิดในลักษณะดังกล่าวที่ผ่านมานั้นสามารถติดตามตัวได้ยากแต่เมื่อมีการตั้งคณะทำงานดังกล่าวก็จะสามารถติดตามตัวได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงการติดตามผู้กระทำความผิด เกี่ยวกับการละเมิลลิขสิทธิ์ต่าง ๆ อาทิ การนำเข้าสื่อวิทยุโทรทัศน์ การจัดระเบียบซิม การบล็อกเบอร์โทรศัพท์
ด้านพ.ต.อ.อาชยน กล่าวว่า สำหรับคณะทำงานจะแบ่งเป็น 3 ส่วน 1.คดีปกติ 2.คดีเกี่ยวกับความมั่นคง 3.คดีอาชญากรรมพิเศษ อาทิ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โรแมนซ์สแกม หลังจากนี้จะตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อทำงานตรวจสอบ และจะมีการประสานงานร่วมกับบริษัทหลักทั้ง 5 บริษัทตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อสามารถตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมายได้ทันที

นายพิชัย กล่าวว่า ระบบ VoIP เป็นการใช้บริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่ง 3 บริษัทนี้มีการของอนุญาตนำเข้าทราฟิกเสียงซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ขอโดยตรง โดย 3 บริษัทนี้ได้รับอนุญาตประเภทที่ 1 คือไม่มีเครือข่ายเป็นของตนเอง แต่ไปใช้ให้บริการในประเภทที่ 2 คือมีเครือข่ายและไม่มีเครือข่าย ซึ่งถือเป็นการใช้ผิดประเภท โดยมีโทษปรับ 100,000 บาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาข้อบังคับให้มีการเพิ่มโทษซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาอยู่ในตอนนี้

