เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยถึงกรณีโครงการเงินอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด หลังพบประชาชนที่มีสิทธิ์ไม่ได้รับเงินอุดหนุนตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ว่าได้รับรายงานจากนายวิทัศน์ เตชะบุญ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ว่างบประมาณที่ตั้งไว้ไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ขอรับสิทธิ 4.8 แสนคน หลังก่อนหน้านี้เตรียมเงินไว้จ่ายเพียง 3.4 แสนคน ดังนั้นจึงต้องของบประมาณกลางปีเพิ่มขึ้นวงเงิน 1,571 ล้านบาท เบื้องต้นมีการประสานไปยังสำนักงบประมาณแล้ว หลังจากนั้นจะเสนอนายกรัฐมนตรีรับทราบ เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)พิจารณาภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งหาก ครม.อนุมัติก็จะเร่งระดับพื้นที่เบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้ผู้มีสิทธิ์ทันที
พล.อ.อนันตพรกล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ประจำประเทศไทย ได้เข้ามาชื่นชม พม.ที่ดำเนินโครงการเงินอุดหนุนฯได้รวดเร็ว ไม่มีประเทศไหนทำได้เร็วเท่าประเทศไทย ส่วนหนึ่งเนื่องจากมีฐานข้อมูลที่ดี แต่ทั้งนี้ ยูนิเซฟได้มีข้อเสนออยากให้ขยายการจัดสรรเงินอุดหนุนระหว่างอายุ 0-6 ปีแบบถ้วนหน้า ซึ่งตนก็รับข้อเสนอไปพิจารณา เบื้องต้นขณะนี้มีการศึกษาแนวทางต่างๆ เพื่อเสนอรัฐบาลพิจารณา แต่โดยส่วนตัวอยากเห็นการขยายฐานรายได้ของผู้มีสิทธิ์ก่อนจากรายได้ครัวเรือน 36,000 ต่อปีเป็น 100,000 บาทต่อปีตามฐานรายได้ครัวเรือนในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ แต่หากประเทศเรามีรายได้มากขึ้นและเพียงพอ ก็ค่อยขยายแบบให้เงินอุดหนุนถ้วนหน้าต่อไป
ด้าน นายวิทัศน์ เตชะบุญ อธิบดีดย.กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ มีวาระพิจารณาขยายระยะเวลาการให้ข้อมูลเพิ่มเติมของผู้เคยได้รับสิทธิแต่ไม่มีชื่อในฐานข้อมูลลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 1.5 แสนคนมาแจ้งข้อมูลเพื่อรับสิทธิ์ถึงวันที่ 31 กันยายน นอกจากนี้ จะมีการเสนอรูปแบบการจัดสรรเงินอุดหนุนตามที่มีหลายหน่วยงานนำเสนอรวมทั้งศึกษาวิจัย โดยแต่ละรูปแบบจะชี้ถึงข้อดีข้อเสียและประมาณวงเงินที่จะต้องใช้จ่ายเพิ่ม แบ่งเป็นจัดสรรให้เฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปียึดตามการลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ โดยหากจัดสรรให้เด็กอายุ 0-3 ปี จะมีกลุ่มเป้าหมาย 1,865,921 คน ใช้วงเงิน 13,435 ล้านบาท หรือหากจัดสรรให้เด็กอายุ 0-6 ปี จะมีกลุ่มเป้าหมาย 3,788,717 คน ใช้วงเงิน 27,279 ล้านบาท แต่หากจัดสรรแบบถ้วนหน้ากับเด็กอายุ 0-3 ปี จะมีจำนวนกลุ่มเป้าหมาย 2,127,025 คน ใช้วงเงิน 15,315 ล้านบาท หรือหากจัดสรรให้เด็กอายุ 0-6 ปี จะมีกลุ่มเป้าหมาย 4,318,884 คน ใช้วงเงิน 31,096 ล้านบาท

