อย.ยกระดับ ‘ไซบูทรามีน’ เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท โทษหนักขึ้น จำคุกสูงสุด 20 ปี (ชมคลิป)

24.05.18 | 12:50 น.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24  พฤษภาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ว่า ประเทศไทยยกเลิกการใช้ไซบูทรามีนตั้งแต่ปี 2553 แล้ว เพราะไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์ แถมยังเป็นอันตราย แต่เนื่องจากมีฤทธิ์ต่อประสาทส่วนกลางทำให้รู้สึกไม่อยากอาหาร ที่ผ่านมาจึงพบมีการลักลอบใส่สารดังกล่าวไปในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจนมีคนกินแล้วเสียชีวิตหลายราย ดังนั้น คณะกรรมการจึงพิจารณาแล้วเห็นว่าควรมีการยกระดับไซบูทรามีนจากยาอันตรายให้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 1 ตาม พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 เพราะฉะนั้นหากพบว่ามีการใส่สารดังกล่าวลงไปในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะมีโทษรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจากนี้ได้มอบให้คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไปออกเป็นประกาศยกระดับไซบูทรามีนให้เสร็จ ส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงนามภายในเดือนกรกฎาคมนี้

“เดิมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร เมื่อพบว่าทำผิดมีการปนเปื้อน เป็นอาหารไม่บริสุทธ์ก็จะโทษตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 คือจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท แต่พอยกระดับเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 1 แล้วจะมีโทษรุนแรงขึ้นตาม พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 โดยแบ่งเป็น กรณีผู้ใดผลิต นำเข้า หรือส่งออกจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี และปรับตั้งแต่ 5 แสนบาทถึง 2 ล้านบาท กรณีหากผลิตนำเข้า ส่งออกเพื่อขายก็มีโทษจำคุกตั้งแต่ 7-20 ปี และปรับตั้งแต่ 7 แสนบาทถึง 2 ล้านบาท กรณีหากผู้ใดนำเข้ามาผลิตโดยการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุจะมีโทษจำคุก 4-7 ปี หรือปรับ 8 หมื่นถึง 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากผลิตโดยการแบ่งบรรจุเพื่อขาย จะจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี มีโทษปรับ 4 แสนถึง 2 ล้านบาท และหากผู้ใดขายจำคุก 4-20 ปี และปรับ 4 แสนบาทถึง 2 ล้านบาท นอกจากนี้ หากพบว่ากรณีการเสียชีวิตที่มีสาเหตุมาจากไซบูทรามีน  ผู้ที่ผลิต ขาย ครอบครองผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีสารไซบูทรามีนผสมอยู่จะมีโทษทางอาญา และเข้าข่ายเอาผิดฐานพยายามฆ่าได้อีกด้วย” นพ.ธเรศกล่าว และว่า ขณะนี้กำลังจะมีการพิจารณาควบคุมสารอีกตัวที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจเจอเมื่อเร็วๆ นี้ แต่ไม่เคยมีการขึ้นทะเบียนควบคุมในประเทศไทยมาก่อน ส่วนรายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยทางอนุกรรมการระบุชื่อและจัดแบ่งวัตถุออกฤทธิ์ จะพิจารณาเรื่องนี้

ด้าน นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนในทางลึกว่ามีการลักลอบนำเข้าไซบูทรามีนผ่านช่องทางใดบ้าง ทราบว่ามีความคืบหน้าไปมากแล้ว อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการที่คุยกันวันนี้ว่าหากพบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลอบใส่ยาแผนปัจจุบัน ก็ควรจะยกระดับเอาผิดตาม พ.ร.ย.ยา ซึ่งจะมีโทษรุนแรงกว่า พ.ร.บ.อาหาร เพราะการทำแบบนี้ถือว่าไม่เป็นธรรมกับผู้บริโรค ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จะไม่มีฤทธิ์ทางเภสัชฯ เมื่อไหร่ที่มีการโฆษณาอ้างสรรพคุณช่วยลดน้ำหนัก หรือสรรพคุณต่างๆ ให้สงสัยไว้ก่อนว่ามีการลอบใส่ยา หรือสารต้องห้าม ไม่ควรใช้ ถ้าอยากลดน้ำหนักก็ปรับพฤติกรรมกินอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่พอเหมาะ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรือปรึกษาแพทย์

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณียกระดับไซบูทรามีน หากพบว่า มีดาราคนดังไปรีวิวผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมไซบูทรามีน โทษจะเพิ่มหรือไม่ นพ.สุรโชคกล่าวว่า โทษการรีวิวโฆษณาเกินจริงยังคงเดิม แล้วแต่กรณี แต่หากพบว่ามีการรีวิวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีไซบูทรามีน และมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้นำเข้า หรือผลิต หรือขายก็จะมีโทษตาม พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ด้วย

(ชมคลิป)

Advertisement