ความคืบหน้ากรณีที่นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) ระบุว่าจะควบรวมวท. กับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) โดยใช้ชื่อใหม่ว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและการอุดมศึกษา ประกอบด้วย 4 กลุ่มงาน ได้แก่ 1.กลุ่มนโยบายและยุทธศาสตร์ 2.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 3.กลุ่มมหาวิทยาลัยเชิงวิจัย และ 4.กลุ่มมหาวิทยาลัยเชิงพื้นที่ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบข้อเสนอดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จะหารือร่วมกับนายสุวิทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ เพื่อหารือถึงรายละเอียดโครงสร้างกระทรวงใหม่นั้น
เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม นายกิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เปิดเผยว่า การควบรวม วท.และสกอ. เป็นกระทรวงใหม่ถือเป็นเรื่องที่ดี ส่วนตัวไม่ขัดแย้งในเรื่องความเหมาะสม เพราะทำให้การขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางเดียวกัน แต่มีประเด็นที่น่ากังวลใจคือจะดำเนินการจัดตั้งกระทรวงช้าออกไปหรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีความคิดในการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ยกร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษาและมีการทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นแล้ว แต่เมื่อเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี(ครม.) กลับมีมติให้ควบรวม วท. ด้วย อาจเห็นว่า 2 หน่วยงานมีภาระงานคล้ายกัน จึงน่าจะยุบรวมกัน คิดว่าการจัดตั้งกระทรวงใหม่ล่าช้าแน่ เพราะหากนับว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 กลายเป็นว่ารัฐบาลจะเหลือเวลาในการทำงานอีกไม่กี่เดือน อีกทั้งการออกประกาศใหม่นี้ มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ใหม่ 2 ฉบับ คือ ร่างพ.ร.บ.วิจัยและนวัตกรรม และร่างพ.ร.บ.กระทรวงวิจัยและการอุดมศึกษาที่ยังไม่เริ่มร่าง คาดว่าจะต้องใช้เวลาในกระบวนการทางกฎหมายและจัดทำไม่ต่ำกว่า 2 ปี
“ส่วนการควบรวมแล้วฝ่ายใดจะเป็นหลักในการจัดการ ต้องไปดูทั้งทาง วท. และสกอ. เพราะยังไม่เห็นข่าวการพูดคุยกัน อดีตแน่นอนว่าการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาในเริ่มแรก เพื่อต้องการแยกจากศธ. แต่ขณะนี้กลับเป็นว่าจะควบรวมกับ วท. จะทำให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการหรือไม่นั้น ส่วนตัวเห็นว่าทุกมหาวิทยาลัยมีความเป็นอิสระอยู่แล้ว เพราะมหาวิทยาลัยในไทยส่วนใหญ่อยู่ในกำกับรัฐ อีกทั้งต่างมี พ.ร.บ.มหาวิทยาลัย และการรวมเป็นกระทรวงใหม่มีผลดี หากมีรัฐมนตรีมาผลักดันเชิงนโยบาย จะทำให้การศึกษาไทยมีพัฒนาการที่ดี การวิจัยและนวัตกรรมต่างๆ อาจจะทำง่ายขึ้นและตอบรับกับทิศทางประเทศได้ ไม่ใช่ปล่อยให้มหาวิทยาลัยอยู่อย่างไร้ทิศทางอย่างที่เป็นอยู่” นายกิตติชัย กล่าว

