ผลักดันกันมานานจนเกือบเป็นรูปเป็นร่างกับการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา กฎหมายที่เกี่ยวข้องจ่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่แล้ว นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กลับให้เปลี่ยนแผนกะทันหัน โดยให้นำกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) มารวมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และล่าสุด นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการ วท. หารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคาะชื่อกระทรวงใหม่ โดยควบรวม วท. จัดอุดมศึกษาไว้ท้าย เป็น “กระทรวงวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และการอุดมศึกษา” แบ่งภารกิจหลัก เป็น 4 กลุ่มงานหลัก คือ 1.กลุ่มงานนโยบายและยุทธศาสตร์ 2.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 3.กลุ่มมหาวิทยาลัยวิจัย และ 4.กลุ่มมหาวิทยาลัยเชิงพื้นที่
หากมาเถียงกันเรื่องชื่อ ใครนำ ใครตาม อาจเหมือนเด็กเล่นขายของ แต่เมื่อมาดูเป้าหมายที่เหล่าบรรดาอธิการบดี รวมพลังกันผลักดันให้แยกอุดมศึกษา ออกจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประเด็นหลักเพื่อการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ เพราะ ศธ.ดูแลตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา จนถึงอุดมศึกษา กลายเป็นกระทรวงที่ใหญ่เทอะทะ ไม่คล่องตัว กลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนามหาวิทยาลัยมากกว่าการส่งเสริม สนับสนุน
ข้อสรุปข้างต้นนี้ ได้มาหลังจากยุบรวมทบวงมหาวิทยาลัย มาไว้กับ ศธ. ได้ 5 ปี และมาชัดเจนขึ้นจากงานวิจัยต่างๆ ที่นักวิชาการได้ศึกษาวิเคราะห์ขึ้น นำมาสู่การจัดทำข้อเสนอไปยังรัฐบาล แต่การแยกกระทรวงเป็นเรื่องใหญ่ และเกิดขึ้นได้ยากในรัฐบาลปกติ กระทั่งมาถึงยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลุ่มอธิการบดี นักวิชาการที่ผลักดันเรื่องดังกล่าวถึงเดินเครื่องเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะคิดว่ารัฐบาล คสช. จะสามารถใช้อำนาจพิเศษ จัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาให้เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น
นำมาสู่การตั้ง คณะทำงานเตรียมความพร้อมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา โดยมี นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.เป็นประธาน ร่วมด้วยมือกฎหมายคนสำคัญของประเทศ อย่างนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และอธิการบดีอีกหลายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ
ขณะที่การยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งร่าง พ.ร.บ.การปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ…. ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา พ.ศ…. และร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ใช้เวลานานกว่า 4 ปี และระหว่างนั้น มีการพูดคุยเรื่องการรวมงานวิจัยมาไว้ในกระทรวงการอุดมศึกษา เป็นกระทรวงการอุดมศึกษาและการวิจัย แต่เมื่อดำเนินการไปได้ระยะหนึ่ง กลับพบว่าการร่วมงานวิจัย ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานวิจัยอื่นๆ พันถึงโครงสร้าง บุคลากร และงบประมาณ ส่งผลให้การแยกอุดมศึกษาออกจาก ศธ. เดินได้ช้าลง
คณะทำงานเตรียมความพร้อมฯ ในตอนนั้น จึงตัดคำว่า “วิจัย” ออก ส่วนหนึ่งเพราะมหาวิทยาลัยทำเรื่องการวิจัยอยู่แล้ว และเป้าหมายสำคัญคือ ต้องการให้มีการตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาให้เกิดขึ้นภายในรัฐบาลนี้ หรือก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง โดยออกแบบให้เป็นกระทรวงที่มีขนาดเล็ก คล่องตัว ใช้กลไกทางงบประมาณ กำกับดูแลมหาวิทยาลัยให้ผลิตบัณฑิต และงานวิจัยที่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ
ดังนั้น เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนแนวกะทันหันให้มายุบรวมกับ วท. จึงทำให้ กลุ่มอธิการบดีผู้ร่วมยกร่าง พ.ร.บ.เกิดความกังวลว่า การจัดตั้งกระทรวงใหม่ อาจไม่สามารถทำได้ทันในรัฐบาลนี้!
แม้หลักการมีข้อดี จะทำให้ทุกฝ่ายค้านได้ไม่เต็มปาก แต่ก็มีข้อกังวลว่า การปรับเปลี่ยนในตอนนี้ อาจเกิดแรงต้านจากบุคลากร โดยเฉพาะ นพ.อุดม คชินทร ซึ่งได้รับภารกิจหลักจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้มาจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา หวังให้กระทรวงใหม่ เป็นพลังสำคัญในการผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ก็ออกมายอมรับว่า หากปรับแผนและต้องมีการปรับปรุงกฎหมายทำประชาพิจารณ์ใหม่ อาจทำให้การจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาไม่ทันก่อนเลือกตั้งตามที่กำหนดไว้ และหากเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ดังนั้น ถ้าไม่สามารถดำเนินการได้ทัน ก็ขอให้จัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาให้ได้ก่อน จากนั้นค่อยนำ วท. มารวมกับกระทรวงการอุดมศึกษาในภายหลัง
แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนายกฯ !
ขณะที่ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีตอธิการบดี มธ. บอกชัดว่า แม้จะเข้าใจว่าการปรับแผนมายุบรวม วท.กับ สกอ. เพราะรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดกระทรวงใหม่ แต่ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้เท่าไรนัก ซึ่งถ้ามองในแง่ดีการควบรวม วท. สกอ. และหน่วยงานด้านการวิจัยจะช่วยส่งเสริม สนับสนุนการสร้างงานวิจัยให้มีความคึกคักมากขึ้น แต่การนำมาควบรวมกันจะทำให้เรื่องนี้ช้าออกไป อีกทั้งคนใน วท. และคนในอุดมศึกษา จะต้องปรับตัว ขณะที่รัฐมนตรี ซึ่งจะมาทำหน้าที่ดูแลเรื่องนี้จะต้องรู้ขอบเขตของการกำกับดูแลว่า ถ้าเป็นเรื่องงานวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นอำนาจของรัฐมนตรี แต่การกำกับอุดมศึกษา จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มหาวิทยาลัยไม่ได้มีแค่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน ที่สำคัญยังไม่รู้ว่าถ้ารวมกันแล้ว ทิศทางการทำงานจะเป็นอย่างไร เรื่องนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องพูดให้ชัด
ด้าน นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) บอกว่า การควบรวม สกอ. กับ วท. และหน่วยงานวิจัยต่างๆ มาจัดตั้งเป็นกระทรวงอุดมศึกษาและการวิจัยนั้น เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ และคิดว่าประเทศต้องการมากในขณะนี้ เพราะปัจจุบันต้องการสร้างกำลังคนที่เกี่ยวข้องกับสายวิทยาศาสตร์จำนวนมาก เมื่อควบรวม วท.เข้ามา หมายความว่าระบบการศึกษาของอุดมศึกษาจะให้ความสำคัญกับการวิจัยมากขึ้น แต่สิ่งที่อยากจะย้ำ คือ การจัดตั้งกระทรวงใหม่ อย่ามุ่งถึงวิธีการ กระบวนการเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาของระบบราชการไทย ท้ายสุดจะวนเวียนอยู่กับเอกสาร โครงสร้างการจัดการ ท้ายสุดแล้วไปไม่ถึงเป้าหมายเสียที
เมื่อการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ เป็นคำสั่งของนายกฯ ถึงใครอยากค้าน ก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก แต่อยากให้คำนึงถึงเป้าหมายหลัก ที่รัฐบาลต้องการให้อุดมศึกษา เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ผลิตบัณฑิตที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งต้องมีความเป็นอิสระและคล่องตัว เป็นเหตุผลสำคัญที่เหล่าอธิการบดีขอแยกจากกระทรวงใหญ่อย่าง ศธ. มาตั้งเป็นกระทรวงเล็กๆ แต่บริหารงานได้คล่องตัว มีอำนาจตัดสินใจงบประมาณของตัวเอง
ไม่แน่ใจว่าการรวมกับ วท. และหน่วยงานวิจัยต่างๆ เป็น “กระทรวงวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และการอุดมศึกษา” ครั้งนี้ จะทำให้ อุดมศึกษาคล่องตัวมากขึ้น หรือกลับไปผูกติดกับระบบโครงสร้าง วท. ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมกันแน่
และที่สำคัญการปรับเปลี่ยนจะมีความสมบูรณ์มากขึ้น ถ้าได้ถามความคิดเห็นของคนที่ทำงานอย่างแท้จริง!

