บิ๊กตู่ลั่น กระทรวงใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้ ม.44 สิงหานี้กฏหมายเสร็จเข้าครม.ทันที

25.05.18 | 13:53 น.

บิ๊กตู่ลั่น กระทรวงใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้ ม.44 เตรียมการมาพอสมควรแล้ว สิงหา กฎหมาย 3 ฉบับเสร็จ ก่อนเข้า ครม.สัปดาห์เดินสายรับฟังความคิดเห็น อาจารย์มหาวิทยาลัย กอบศักดิ์เผย คนต่อต้านเพราะกลัวไม่ทัน-ไม่ชอบชื่อ-ไม่อิสระ สุวิทย์ลั่นตั้ง 3 กองทุนวิจัย เผย คิวต่อไป พม.ท่องเที่ยว สภาพัฒน์

วันที่ 25 พฤษภาคม ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.)นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีวท. พร้อมนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ร่วมประชุม จัดตั้งกระทรวงใหม่ กระทรวงวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและการอุดมศึกษา โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

จากนั้น นายสุวิทย์ กล่าวว่า มีประเด็นสำคัญ 3 ประเด็นคือ 1.เรื่องชื่อกระทรวง ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้งชื่อว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและการอุดมศึกษา อย่างไรก็ตาม อาจจะมีการปรับเปลี่ยนได้ ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่า กระทรวงใหม่เน้นเรื่องวิทยาศาสตร์ จนลืมภาคสังคม ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง พล.อ.ประยุทธ์ ให้เน้นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างเศรษฐกิจ สังคม เชิงนวัตกรรม และให้มหาวิทยาลัย สร้างและพัฒนาคนขึ้นมาเพื่อตอบสนอง ไทยแลนด์ 4.0 ดังนั้น จึงต้องมีการนำ กระทรวงวิทยาศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา(สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) และสำนักงานสนับสนุนกองทุนวิจัย(สกว.)มาอยู่ร่วมกันเพื่อตอบโจทย์การขับเคลื่อนประเทศ เพราะที่ผ่านมา กองทุนวิจัยอยู่ในสภาพเบี้ยหัวแตกทำวิจัยออกมาไม่มีพลัง จึงต้องนำมารวมกัน ในโครงสร้างกระทรวงใหม่ กองทุนวิจัยจะตั้งเป็น 3 กอง ประกอบด้วย 1.กองทุนพัฒนาการอุดมศึกษาและการวิจัย 2.กองทุนวิจัยเพื่อพัฒนาสังคม และ 3.กองทุนวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

รัฐมนตรีวท.กล่าวว่า กระทรวงใหม่เกิดขึ้นแน่ ถือเป็นกระทรวงที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา ดังนั้นในสัปดาห์หน้า ตน นายกอบศักดิ์ และ นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะไปรับฟังความคิดเห็นกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)ที่เดิมจะมีการประชุมในวันที่ 16 มิถุนายน แต่ตนมองว่าช้าไป จากนั้น จะไปรับความคิดเห็น จาก ทปอ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง และ ทปอ.ราชมงคล อีก 6 แห่ง ตนคิดว่าการรับฟังความคิดเห็นถือเป็นหัวใจสำคัญ

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า การตั้ง กระทรวงใหม่ดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นการปฏิรูปประเทศที่ประชาชนรอมานาน กระทรวงวิทยาศาสตร์ เป็น 1 ใน 5-6 กระทรวงที่ต้องมีการปฏิรูป ถัดจากนี้จะเป็นกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จากนั้นเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสภาพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติเป็นคิวถัดไป ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประเทศ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งใจ เดิม สกอ.แค่จะแยกออกจากกระทรวงศึกษาฯแล้วเอาหน่วยงานวิจัยมารวม แต่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ยอม บอกว่า ถ้าจะทำแล้ว ต้องทำให้สุด ไม่ใช่แยกแค่อุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาฯ แต่ต้องมีกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯมาด้วย เพราะต้องการสร้างประเทศไทย ด้วยนวัตกรรม และงานวิจัยที่ใช้ได้จริง

Advertisement

นายกอบศักดิ์ กล่าวต่อว่า งบประมาณการวิจัยของประเทศไทย ต่ำกว่า 1% ของค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม(จีดีพี) ประเทศ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นถือว่าน้อยมาก เพราะ เราทำงานวิจัย แต่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ทำแล้วเอาขึ้นหิ้ง ทำเพื่อเพิ่มวิทยฐานะ ซึ่งไม่ได้เกิดประโยชน์กับประเทศเลย มีงานวิจัย 100 ชิ้น แต่ใช้ได้ไม่ถึง 10 ชิ้น และไม่ส่งผลกระทบใดๆต่อสังคมเลย งบประมาณวิจัย ของประเทศจึงน้อย ดังนั้น จึงต้องมีการจัดทัพกันใหม่ เอางบประมาณวิจัยทั้งหมดมากองรวมกันในกระทรวงเดียวกัน กระทรวงใหม่จึงเกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขั้นตอนในการดำเนินการตั้งกระทรวงใหม่ จะใช้เวลานานแค่ไหน นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าจะทำวันนี้เลยก็ได้ เพราะนายกรัฐมนตรีต้องการให้เกิดกระทรวงใหม่เร็วที่สุด แต่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่อยากจะใช้ มาตรา 44 และเห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้ ให้ทุกอย่างไปตามขั้นตอนก็สามารถทำได้ ทั้งนี้กระทรวงใหม่มีกฎหมายเกี่ยวข้อง 3 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ที่จะเข้าไปดูแลโครงสร้างอุดมศึกษา และ พ.ร.บ.การวิจัย นวัตกรรม และวิทยาศาสตร์ และ 3. พ.ร.บ.การตั้งกระทรวง คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกินเดือนสิงหาคม ปีนี้ก็น่าจะเสร็จ จากนั้น สามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของคระรัฐมนตรี(ครม.)ได้ทันที

เมื่อถามว่า มีอาจารย์มหาวิทยาลัย และนักวิชาการบางส่วนไม่เห็นด้วยการการรวมครั้งนี้ จะแก้ปัญหาอย่างไร นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ตนได้ตรวจสอบเหตุผลในการคัดค้าน พบว่า มี 3 ประเด็นหลักคือ 1.กลัวไม่ทันในระยะเวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาล ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งตนยืนยันว่าทันแน่ 2.ไม่ชอบชื่อกระทรวง ก็อยากจะชี้แจงว่า อย่าติดใจแค่ชื่อแล้วไม่เอากระทรวง เพราะชื่ออาจจะมีการแก้ไขภายหลังได้ และ 3. กลัวไม่อิสระ ขอเรียนว่า ไม่มีหน่วยงานไหนที่เป็นอิสระ เพราะทุกหน่วยงานล้วนใช้ภาษีของประชาชนทั้งสิ้น ดังนั้น ความอิสระ ต้องยืนอยู่กับข้อเท็จจริง