เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการกระทรวงยุติธรรม ตรวจเยี่ยม ประชุม และพบปะกับผู้บริหาร ครูอาจารย์ นักสังคมสงเคราะห์ ฝ่ายปกครอง บุคลากรในสังกัด และบรรยายพิเศษ วิชา ‘สังคมคุณธรรม : รู้ รัก สามัคคี’ที่ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 9 จังหวัดสงขลา อ.เมือง จ.สงขลา ตอนหนึ่งว่า
“ศาสนาเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนต่อชีวิตคนไทยและคนทุกๆ ชาติ การกระทำในเรื่องหนึ่งๆ ยังผลกระทบต่อจิตใจของผู้คนเป็นจำนวนมาก เพราะทุกเรื่องมีความละเอียดลึกซึ้งและถลำลึกลงไปมากที่ต้องมีการศึกษาค้นคว้า ทุกศาสนาสอนให้มนุษยชาติอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ไม่ข่มเหงรังแกกัน ยึดมั่นหลักขันติธรรมและความสุขที่พอเพียงในการดำรงชีวิต นำมาซึ่งความผาสุกของบุคคลที่ไม่ใช่ความโลภ เมื่อบุคคลเชื่อถือในการบำเพ็ญความดี ความดีเป็นสัจธรรม สิ่งนั้นย่อมอยู่กับตัวผู้กระทำวันยังค่ำไม่มีจบสิ้น ศาสนาสอนให้ศาสนิกชนเป็นคนดีมีศีลธรรมถือความสัตย์ กับอีกสอนให้สังคมยึดหลักจรรยาธรรมและจารีตประเพณีอันดีงามของประเทศและชาติพันธุ์ บุพการีและครูอาจารย์สั่งสอนอบรมเราทุกคนมาแต่เด็กว่า ศาสนาเป็นศูนย์รวมจิตใจแห่งความดี ความซื่อตรง ความศักดิ์สิทธิ์ตามคำสอนและการปฏิบัติอย่างมีเหตุและผล ไม่เอาเปรียบ ไม่เบียดเบียน หรือลบหลู่ดูหมิ่นใครผู้ใด อีกทั้งศาสนายังเป็นที่พึ่งทางใจในยามทุกข์ เมื่อศาสนิกชนมีความโศกเศร้าทุกข์ร้อนใจ เราจะนึกถึงความร่มเย็นเป็นสุขแห่งพระศาสนาเพื่อเป็นหัวใจของการดำรงตน เช่น พุทธศาสนาสอนให้เราได้เข้าใจถึงความร่มเย็นเป็นสุขอันแท้จริงของพุทธศาสนิกชนภายใต้กาสาวพัสตร์ อีกทั้งสอนให้เราแก้ไขปัญหาความทุกข์ร้อนใจทั้งหลายอย่างมีสติ ไม่ใช้อารมณ์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง เพราะผู้ใช้อารมณ์ย่อมเป็นผู้แพ้ตั้งแต่แรกเริ่ม แต่จงมีความสุขุมรอบคอบและเป็นที่พึ่งพาซึ่งกันและกันทางความคิดและกำลังใจ
พี่น้องเพื่อนๆเฟซบุ๊ค ทุกท่านคงจะมีความเหน็ดเหนื่อยใจ และมีความรู้สึกที่เป็นความหลากหลายเกิดขึ้น มีคำถาม-คำตอบ มีทั้งรู้สึกเปล่าเปลี่ยวและความไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พี่น้องเพื่อนข้าราชการเช่นกัน ครูอาจารย์ ลูกหลานนักเรียน นิสิต นักศึกษาก็เช่นเดียวกัน คงจะมีความรู้สึกอันเป็นหนึ่งเดียวที่อยากแลเห็นความเชื่อมั่นศรัทธา ความอบอุ่นใจเกิดขึ้นแก่เราทุกคนผู้ล้วนเป็นพุทธศาสนิกชนและศาสนิกชน และไม่ปรารถนาแม้แต่น้อยที่จะให้ความรู้สึกอันเป็นความแบ่งแยก ความขัดแย้ง และความลบหลู่ดูหมิ่นหรือความเสียใจใดๆ ในทุกเรื่องเกิดขึ้นแก่สังคมอีกต่อไป ประสบการณ์ในช่วงระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านพ้นมากมายพอที่จะเป็นอุทาหรณ์สอนใจ ข้าพเจ้าเชื่อในคุณงามความดีของแผ่นดินไทยใต้ร่มพระบารมี ที่เราคนไทยจะต้องผ่านพ้นห้วงเวลานี้ไปด้วยกันให้ได้ มีความหนักแน่น มีความรู้รักสามัคคี เชื่อมั่นในการบำเพ็ญความดีย่อมต้องได้ดี พระศาสนาจะคุ้มครองรักษาประเทศชาติบ้านเมืองที่เรารักและประชาชนชาวไทยตราบชั่วกาลนาน”





