นักจิตวิทยาชี้ ข่าวเด็กข่มขืนเด็กต้องแก้ไขแต่ยังเร็วเกินไปที่จะเชื่อทั้งหมด ชี้อวัยวะเด็กชายจะแข็งเมื่ออายุ 12

26.05.18 | 15:53 น.

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีข่าว เด็ก ป.3 จ้างวานเด็ก ป.5 ข่มขืนเด็ก ป.1 ว่า เรื่องนี้อยากให้สังคมค่อยๆ พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เชื่อว่ายังมีรายละเอียดอีกมาก แต่สิ่งแน่นอนคือได้เกิดความรุนแรงระหว่างเด็กขึ้นแล้ว และมีเด็กเป็นผู้ถูกกระทำ และเป็นผู้กระทำ โดยคำว่า ข่มขืน หรือ จ้างวาน ล้วนเป็นคำพูดของผู้ใหญ่ ที่นำมาใส่ในเด็ก จึงคล้ายลักษณะใส่ไข่ อีกทั้งต้องเข้าใจข้อเท็จจริง เรื่องสรีระของเด็กด้วยว่า ในเด็กผู้ชายอวัยวะเพศจะแข็งตัวเมื่ออายุ 12 ปีขึ้นไป หรือเป็นวัยรุ่น ฉะนั้น เด็กป.5 จะทำการข่มขืนได้ต้องเป็นที่มีร่างกายโตว่าเด็กทั่วไป ส่วนการจ้างวาน เชื่อว่า ยังเร็วเกินไปที่เด็กวัยประถมจะคิดได้ จึงเชื่อว่าน่าจะมีรายละเอียดอีกมาก

นพ.ยงยุทธกล่าวว่า ตามปกติในการพิจารณาคดี ของศาลเยาวชน และครอบครัว มักให้ความเห็นว่า ความรุนแรงในเรื่องนี้ต้องได้รับการแก้ไข ไม่สามารถยอมความ หรือกลบเกลื่อน หรือให้แล้วต่อกันได้ เพื่อให้ ความรุนแรงในเด็กลักษณะนี้ได้รับการแก้ไข ทั้งตัวผู้กระทำความรุนแรง และผู้ถูกกระทำต้องได้รับการเยียวยาบาดแผลในจิตใจ การยอมความจะทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ได้รับความช่วยเหลือ เพราะในส่วนของผู้กระทำความรุนแรง หากเป็นเด็ก เติบโตไปก็อาจก่อความรุนแรงมากขึ้น เพราะไม่มีการปรับแก้ไขแต่ต้น ส่วนคนที่ถูกกระทำ ก็มีบาดแผลในใจกลายเป็นปมด้อย ดังนั้น เรี่องราวในช่วงวัยเด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญในอนาคต

นพ.ยงยุทธกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สังคมควรให้ความสนใจ จากข่าวนี้ เริ่มแรกหยุดดราม่า พิจารณาข้อเท็จจริง เพราะถ้อยคำจากข่าว ทั้งข่มขืน ,จ้างวาน อาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด เพราะคำพูดเหล่านี้ เป็นคำของผู้ใหญ่ไม่ใช่เด็ก และต้องเข้าใจว่าความรุนแรงระหว่างเด็กมีทุกยุคทุกสมัย มีความรุนแรงหลายระดับ เช่น เด็กแกล้งกันในโรงเรียน, นักเรียนตีกัน แต่ปัญหาเหล่านี้ ต้องมีการแก้ คนก่อความรุนแรง ต้องปรับพฤติกรรม ,คนถูกกระทำต้องได้รับการช่วยเหลือ ในประเทศญี่ปุ่น มีเด็กที่ถูกเพื่อนรังแก เริ่มแรกไม่ไปโรงเรียน จนท้ายที่สุดฆ่าตัวตาย ดังนั้น ต้องมีการฝึกให้เด็กรู้จักแก้ปัญหา ตั้งแต่ ฝึกการขอความช่วยเหลือ พ่อแม่ต้องรับฟัง อย่ามองเป็นเรื่องของเด็ก ,และไปพูดคุยกับครูประจำชั้น ร่วมกันฝึกให้เด็กเข้มแข็ง แต่ไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้ ส่วนเด็กที่ก่อความรุนแรง หากทางโรงเรียนแจ้งผู้ปกครองมา อันดับแรก พ่อแม่อย่าเข้าข้างปกป้องลูก ยอมรับความจริงให้ได้ และวางแผนแก้ไข ปรับพฤติกรรม