สภาอุตฯ-สภาหอการค้าฯ หนุนกระทรวงใหม่ ‘สุวิทย์’ เดินสายรับฟังทปอ.-ราชภัฎ

27.05.18 | 17:44 น.

จากกรณีรัฐบาลเตรียมตั้งกระทรวงใหม่ ชื่อกระทรวงวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและการอุดมศึกษาโดยนำกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กับสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และหน่วยงานให้ทุนวิจัยทั้งหมดของภาครัฐ คือ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ควบรวมเข้าไว้ด้วยกัน โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลนี้ เนื่องจากต้องการให้โครงสร้างกระทรวงใหม่ตอบโจทย์ของประเทศได้ทันทีนั้น

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการ วท. เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการร่างการจัดโครงสร้างกระทรวงวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และการอุดมศึกษา เสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อยกร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. … จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน เพื่อให้เกิดกระทรวงใหม่ จากนั้นแล้วค่อยปรับปรุง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา และ พ.ร.บ.วิจัย คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และประกาศใช้

“ระหว่างนี้ ผมกับนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. จะเดินสายออกรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆ โดยวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ จะร่วมประชุมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ทั้ง 27 แห่ง และ สกว. จากนั้น วันที่ 1 มิถุนายน จะร่วมประชุมกับที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎ (ทปอ.มรภ.) ทั้ง 38 แห่ง” นายสุวิทย์ กล่าว

ด้านนายสุพันธ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับการควบรวมกระทรวงใหม่ เพราะภาคอุตสาหกรรมต้องการงานวิจัยที่ตอบสนองภาคอุตสาหกรรม ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ที่ผ่านมา นักวิชาการหรือนักวิจัยในมหาวิทยาลัย มีคนเก่งๆ มาก แต่ทำวิจัยตามความถนัดของตนเองซึ่งไม่ผิด เพียงแต่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ทำไปแล้วไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์

“ถ้ารู้ว่าภาคอุตสาหกรรม ภาคเอกชน ต้องการอะไร ก็ควรทำวิจัย ตอบสนอง เพราะทุกวันนี้ โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ประเทศไทย ต้องขับเคลื่อนประเทศด้วยวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ทุกวันนี้ มหาวิทยาลัยจะต้องรู้ว่าภาคอุตสาหกรรม ภาคเอกชนต้องการอะไร ต้องมีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ไม่อย่างนั้น นักศึกษาจบออกมาก็ตกงาน เพราะไม่มีนวัตกรรม” ประธานสภาอุตฯ กล่าวและว่า ต่อไปนี้ ภาคอุตสาหกรรมจะใช้นวัตกรรม เครื่องจักร หุ่นยนต์ ต้องการงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ เหมือนประเทศจีน ที่สร้างชาติด้วยนวัตกรรม การมีกระทรวงใหม่ที่มีทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ทำให้ประเทศมีจุดมุ่งเน้นในการวิจัยเฉพาะทางที่ชัดเจน สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีมายังภาคอุตสาหกรรม

Advertisement

นายสุพันธ์ กล่าวว่า ทุกวันนี้ ภาคอุตสาหกรรมขาดงานวิจัยและนวัตกรรมที่ดีๆ บางอย่าง ควรต้องไปหยิบยืมมาจากต่างประเทศมาใช้ โดยรัฐบาลต้องสนับสนุน เช่น การมีกฎหมายพื้นฐาน เกี่ยวกับการแปลงผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบายด้านการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งดำเนินการในเรื่องการตั้งกระทรวงใหม่

ขณะที่นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เห็นด้วยมากที่สุด และต้องการให้เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เพื่อเตรียมคนสำหรับอนาคต ทุกวันนี้ ประเทศไทยไม่มีคนที่เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่หรือ นิว เอสเคิร์ฟ (New S-Curve) เลย ทั้งเรื่องหุ่นยนต์ อากาศยาน ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมการแพทย์ ดิจิทัลเงินลงทุน เป็นต้น ดังนั้นอุดมศึกษาต้องเปลี่ยนหลักสูตรใหม่ ไม่อย่างนั้นจะตามความเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ทัน

“ทุกวันนี้ งานวิจัย ทำออกมาใช้ไม่ได้ ต้องเอาวิจัยลงจากหิ้ง เลิกทำวิจัยตามความพอใจ แล้วมาทำงานวิจัยขึ้นห้าง สามารถนำไปต่อยอดได้ ใช้ประโยชน์ได้ เพราะทุกวันนี้ ศธ.รวมทุกอย่างตั้งแต่ประถมศึกษา มัธยมไปจนถึงอุดมศึกษา ถ้าแยกอุดมศึกษาออกมารวมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เชื่อว่าจะดีขึ้น ขอให้กระทรวงใหม่เกิดขึ้นไวๆ และขอให้เกิดขึ้นจริง” นายกลินท์ กล่าว