เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม กลุ่ม Friends of the rivers หรือ “เพื่อนแม่น้ำ” เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีที่โรงภาษีร้อยชัก 3 หรือ ศุลกสถาน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จะถูกปรับเปลี่ยนเป็นโรงแรมหรู โดยมองว่าพื้นที่และอาคารดังกล่าว ควรใช้ประโยชน์ในด้านที่เป็นประโยชน์สาธารณะ อย่างพิพิธภัณฑ์ จะเหมาะสมกว่า
ข้อความดังนี้
“อาคารศุลกสถาน อันเป็นอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณย่านเจริญกรุง ซึ่งอยู่ในความดูแลของ กรมธนารักษ์ ได้มีความพยายามให้เอกชนประมูลเพื่อเปลี่ยนเป็นโรงแรมหรูริมแม่น้ำ
สมควรแล้วหรือที่อาคารเก่าแก่อันเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ไทย จะถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นโรงแรมหรูเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ท่ามกลางกระแสเรียกร้องของภาคประชาชนและนโยบายของรัฐบาลเองที่อยากจะให้เกิดพื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา
เอาศุลกสถานคืนมาเป็นพิพิธภัณฑ์และพื้นที่สาธารณะเพื่อคนทุกคนไม่ดีกว่าหรือ เพราะมันจะเพิ่มมูลค่าให้เมืองและสร้างความภาคภูมิใจกว่าการเป็นโรงแรมหรูที่ไม่ให้คุณค่าอันใดเป็นไหนๆ
รัฐในฐานะผู้”ดูแล”สมบัติชาติแทนประชาชน ต้องมีวิสัยทัศน์และธรรมาภิบาลที่ต้องกล้าหาญเพื่อทำในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าอ้างข้อจำกัดของข้อกฏหมายและงบประมาณมาบั่นทอนโอกาสของสังคมเลย”
ทั้งนี้ “ที่ดินโรงภาษีร้อยชักสาม” เป็น ที่ราชพัสดุขนาด 5 ไร่ ทำเล ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตัวอาคารศุลกสถาน ได้รับการออกแบบและสร้างในปี พ.ศ.2431 โดยนายช่างใหญ่ชาวอิตาเลียน โจฮาคิม กราสลี นับเป็นหนึ่งในอาคารที่ทันสมัยที่สุดในอดีต
ตัวอาคารใหญ่สูง 3 ชั้น เป็นสถาปัตยกรรมสมัยคลาสสิก มีสะพานทอดข้ามไปยังที่ทำการศุลกากรซึ่งเป็นตึก 2 ชั้น รวมทั้งการตกแต่งภายในที่งดงามในสไตล์ยุโรป มีระบบโครงสร้างที่แข็งแรง
ในยุครุ่งเรืองศุลกสถานแห่งนี้ เป็นสถานที่จัดเลี้ยงและเต้นรำของเชื้อพระวงศ์และชาวต่างชาติในสมัยนั้น รวมทั้งเป็นที่จัดเลี้ยงงานสมโภชครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัติพระนครจากการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก
กระทั่งพ.ศ.2502 ถูกปรับบทบาทเป็นที่ทำการของสถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก และอยู่ในความดูแลของกองตำรวจดับเพลิง
ต่อมา ในช่วงปลายปี 2560 มีข้อมูลว่าศาลปกครองมีคำสั่งพิพากษาให้ “กรมธนารักษ์” คู่สัญญา “บมจ.แนเชอรัลพาร์ค” หรือชื่อใหม่ “บมจ.ยูซิตี้” เดินหน้าลงทุนได้ โดย บมจ.บีทีเอสกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ร่วมด้วยในฐานะผู้ถือหุ้นในยูซิตี้ พร้อมเตรียมแผนปรับปรุงบูรณะ 3 อาคารเดิมที่มีอายุถึง 127 ปี และสร้างอาคารใหม่อีก 2.5 ไร่ เพื่อสร้างโรงแรมหรูสไตล์อนุรักษ์รับนักท่องเที่ยว


