นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการสำรวจสุขภาพพระสงฆ์พบว่าปี 2549 มีพระสงฆ์สุขภาพดีร้อยละ 60 แต่ปี 2559 มีพระสงฆ์สุขภาพเพียงร้อยละ 52 พระสงฆ์ที่มีความเสี่ยงทางสุขภาพปี 2549 ร้อยละ 22 ส่วนปี 2559 อยู่ที่ร้อยละ 19 ในขณะที่จำนวนพระสงฆ์ป่วยเมื่อปี 2549 อยู่ที่ร้อยละ 17 แต่ในปี 2559 เพิ่มเป็นร้อยละ 28 เท่ากับมีพระสงฆ์ป่วยเพิ่มถึงร้อยละ 11 ส่วนใหญ่เป็นโรคเกี่ยวกับพฤติกรรมคือไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคไต และข้อเข่าเสื่อม
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพของพระสงฆ์ในประเทศไทย พบว่า ครึ่งหนึ่งมีภาวะอ้วนลงพุง จากการบริโภคอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ เนื่องจากไม่สามารถเลือกฉันอาหารเองได้ ประกอบกับขาดกิจกรรมบริหารกาย เพราะสถานภาพไม่เอื้อทำให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค ขอให้ทำบุญตักบาตรด้วย “ภัตตาหารชูสุขภาพ” ควรประกอบด้วยอาหาร 5 หมู่ เลือกข้าวกล้องสลับข้าวขาว เลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันสลับเนื้อปลา ผักต่างๆ ผลไม้รสไม่หวาน ประกอบอาหารด้วยวิธีต้ม นึ่ง ย่าง ยำ อบ ลด หวาน มัน เค็ม หรือทำเป็นน้ำพริกรสไม่จัดมีผักลวกเคียง ไม่ลืมถวายน้ำเปล่า และนม
“อาหารที่เหมาะสำหรับพระสงฆ์ควรครบ 5 หมู่ ใช้ข้าวกล้องสลับข้าวขาว เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน สลับกับปลา มีผัก ผลไม้รสไม่หวาน เน้นเมนูต้ม นึ่ง ย่าง อบ ลดหวาน มันเค็ม เป็นต้น” พญ.อัมพรกล่าว
สำหรับกิจกรรมบริหารกายที่เหมาะสม ได้แก่ 1.กิจกรรมบริหารกายแบบแอโรบิก เช่น การเดินบิณฑบาต การเดินจงกรม งานทำความสะอาดโบสถ์ วิหาร กวาดลานวัด งานจัดเตรียมสถานที่ประกอบพิธีสงฆ์ งานก่อสร้าง งานสวน เป็นต้น 2.กิจกรรมบริหารกายแบบใช้แรงต้าน เช่น การดันฝาผนัง การนอนแล้วงอตัวขึ้น การย่อเข่าลุก-นั่งเก้าอี้ เป็นต้น และ 3.กิจกรรมบริหารกายแบบยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เช่น การก้มตัวใช้มือแตะปลายเท้า การยืดกล้ามเนื้อบริเวณลำตัวด้านข้าง และบริเวณไหล่เป็นต้น
นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การตักบาตร มักเลือกอาหารที่คิดว่าดีที่สุด อาหารมงคล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารประเภทกะทิ ประเภทแป้ง เนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง อาหารอร่อยที่มีรสหวานจัด เค็มจัด และขนมหวาน ซึ่งพระภิกษุ สามเณร ไม่สามารถเลือกรับสิ่งของที่มีผู้ถวายเมื่อออกบิณฑบาตได้ ประกอบกับพระสงฆ์มีข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถออกกำลังกายได้มากเหมือนคนทั่วไป ส่งผลให้ประสบกับปัญหาทางสุขภาพ มีภาวะอ้วน เสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคไต โดยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ประชาชนจึงควรตระหนักและระวังเรื่องการถวายอาหาร เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของพระภิกษุและสามเณร
นายชาญยุทธ พรหมประพัฒน์ ผู้อำนวยการกองสุขศึกษา แนะให้ประชาชนใช้หลักสุขบัญญัติในการปฏิบัติในช่วงวันวิสาขบูชาเพื่อให้ได้รับอนิสงส์ อย่างแท้จริงจากการทำบุญและการปฏิบัติดี ดังนี้ 1.ทำบุญให้จิตผ่องใสด้วยการใส่ใจ ถวายอาหารที่ดีต่อสุขภาพพระสงฆ์ เมนูอาหารสุขภาพ ครบ 5 หมู่ เช่น ข้าวกล้อง ลาบปลา ปลานึ่ง น้ำพริก-ผักลวก แกงส้ม แกงเลียง ยำสมุนไพร โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง รสเค็มจัด หวานจัด เพิ่มผักและผลไม้ เน้นวัตถุดิบในการทำอาหารที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน โดยปรุงด้วยวิธีการต้ม ปิ้ง ย่าง ยำ หรือ อบ ส่วนผลไม้ควรเลือกที่รสไม่หวาน เช่น ฝรั่ง ส้ม แตงโม มะละกอ หากเป็นอาหารสำเร็จรูปต้องเลือกซื้อจากร้านจำหน่ายอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ปรุงสุกใหม่ และปรุงจากวัตถุดิบที่สะอาด ปลอดภัยจากสารพิษ มีการป้องกันแมลงวัน ใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่สะอาด ปลอดภัย และใช้อุปกรณ์หยิบจับอาหารแทนการใช้มือ
2.ทำบุญกับตนเอง ด้วยการใส่ใจสุขภาพ รักษาศีล ทำจิตให้บริสุทธิ์ งดสูบบุหรี่ งดดื่มสุรา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับสารเสพติด และการพนัน ไม่มีพฤติกรรมสำส่อนทางเพศ ทำจิตใจให้ผ่องใส คิดดีทำดี และเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ ที่ทำให้ชีวิต ดีขึ้นในวันวิสาขบูชา เช่น เลิกสูบบุหรี่ และ 3.ทำกิจกรรมทางศาสนาร่วมกับครอบครัว เช่น ทำบุญ ปฏิบัติธรรม เวียนเทียน ปล่อยนก ปล่อยปลา ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว สร้างใจให้เป็นสุข สร้างสังคมให้ร่มเย็น และสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามทางพุทธศาสนาให้เป็นแบบอย่างในการส่งต่อความดีจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้ลูกหลานมีแบบอย่างในการทำความดีสืบต่อไป

