เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการกระทรวงยุติธรรม ตรวจเยี่ยมและพบปะกับผู้บริหาร ครูอาจารย์ นักสังคมสงเคราะห์ ฝ่ายปกครอง และปฏิบัติหน้าที่ครูพิเศษ วิชา ‘สังคมคุณธรรม : ในความเป็นชาติ’ แก่ลูกหลานเยาวชน ณ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดพิษณุโลก อ.เมือง จ.พิษณุโลก โดยกล่าวว่า
“ลูกหลานเยาวชนทุกคนล้วนเป็นอนาคตของชาติ เป็นพลังของแผ่นดิน หากเราไม่ดูแลรักษาประเทศชาติบ้านเมืองไทยของเรา แล้วใครกันจะดูแล จะให้ต่างชาติเขามาลบหลู่ดูหมิ่นเราได้อย่างไร หากเราทุกคนปล่อยปละละเลย อย่างไรเสียเราต้องมุ่งมั่นอดทน ขวนขวาย สุจริต ยุติธรรม มีความกตัญญู ประการสำคัญ คือ ความรักของคนไทยที่มีต่อกัน ใครเขาทำไม่ดี เวรกรรมเป็นของเขา มิใช่ของเรา เราทำดี ภูมิใจในชาติของเรา มีความสัตย์ซื่อสุจริต นี่ต่างหากที่ใครต่อใครอยากแลเห็นเกิดขึ้น ลูกหลานเยาวชนต้องเชื่อในหลักปรัชญาแห่งความดี คือ ‘ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว’ สิ่งเหล่านี้เราสามารถกล่าวโดยรวมเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำและนำสู่การปฏิบัติ เรียกว่า ‘เป็นคุณธรรมพื้นฐานนำความดีสู่ชีวิต’
ความขยันหมั่นเพียร
มีความเพียรพยายาม ทำหน้าที่ในความรับผิดชอบของตนอย่างดีที่สุด ไม่ท้อถอย ไม่หมดกำลังใจ เพียงจำไว้ว่า ‘ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยาชูกำลัง’ ผู้ใดถูกอิจฉาริษยาแสดงว่าต้องมีอะไรดี
ความประหยัดมัธยัสถ์
ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย (a simple life) รู้จักค่าของเงิน มีความพอเพียง ไม่โลภโมโทสัน มีวิธีคิดและปฏิบัติอย่างวิถีออมสิน ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ของตนเองให้เป็นอุปนิสัยที่ติดตัวไปตลอด
ความซื่อสัตย์สุจริต
มีความซื่อตรงทั้งต่อตนเองและผู้อื่น รู้จักการบริหารเวลาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อครอบครัวและองค์กร ซื่อตรงต่อหน้าที่และวิชาชีพ มีความจริงใจในการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สุขต่อองค์กรและสังคม ไม่มีอคติกับใครและไม่เชื่ออะไรง่ายๆ คือ การไม่หูเบา ที่จะทำให้เราขาดความเป็นตัวตนที่มั่นคง ไม่ทุจริตคดโกงหรือเอารัดเอาเปรียบ แต่จะมุ่งมั่นรักษาองค์กรและสังคมสุจริตธรรม
ความมีระเบียบวินัย
ปฏิบัติตนเคร่งครัดในกฎระเบียบของโรงเรียน สถาบัน องค์กร สังคม และประเทศชาติ โดยมีข้อควรคำนึงอยู่เสมอว่า การรักษาวินัยและระเบียบแบบแผน ข้อบังคับและข้อปฏิบัติ ย่อมยังผลให้องค์กรและสังคมเกิดความเจริญก้าวหน้า ไม่เป็นองค์กรและสังคมที่ปราศจากความเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งกลับกลายเป็นความบกพร่องและล้าหลังในระบบ
ความเป็นสุภาพชน
บุคคลในทุกชาติและทุกสังคมต้องมีมารยาทจรรยา รู้ว่าอะไรควรกระทำหรือไม่ควรกระทำ อะไรคือบุญอะไรคือบาป มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะ สุภาพเรียบร้อย ไม่ก้าวร้าว หรือวางอำนาจบาตรใหญ่กับผู้อื่นทั้งโดยกิริยาและวาจา ประพฤติปฏิบัติตนเหมาะสมตามขนบธรรมเนียมประเพณี อย่าลืมสุภาษิตคำสอนที่ว่า ‘ความสุภาพอ่อนน้อมยิ่งทำให้ตนเองนั้นสูงในสายตาของผู้อื่น นอกจากคนโง่เขลาเท่านั้นที่ดูไม่ออก’
ความมีไมตรีจิต
รู้จักการเป็นผู้ให้และมีน้ำใจอาสาช่วยเหลือสังคมในสายงานที่ตนมีความชำนาญ เพื่อทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น แลเห็นคุณค่าและน้ำใจในเพื่อนมนุษย์ มีความเมตตากรุณา ช่วยเหลือสังคมด้วยสติปัญญาที่มีความสุขุมรอบคอบ ไม่ผลีผลามกระทำ
ความกตัญญูกตเวที
มีความเข้าใจและเห็นคุณค่าแห่งการกระทำความดี มีศีลธรรม ถือความสัตย์ ยึดหลักความซื่อตรงในการครองตน การไม่เนรคุณผู้มีพระคุณและประเทศชาติ ไม่ใส่ร้ายป้ายสีใคร ดำรงชีวิตบนพื้นฐานแห่งคุณธรรมจริยธรรม
พฤติกรรมในเชิงบวกดังกล่าวข้างต้นทั้งสิ้น เมื่อลูกหลานเยาวชนสามารถปฏิบัติได้อย่างครบถ้วน ตามตัวชี้วัดอธิบายไว้ว่า ย่อมยังประโยชน์และสร้างสรรค์สังคมที่น่าอยู่ พร้อมกับการเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าต่อองค์กรและสังคมโดยรวม ภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของความเป็นชนชาติไทย มีความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ บ้านเมืองไทยเป็นสังคมธรรมาภิบาล มีความร่มเย็นเป็นสุข มีความสง่างามทัดเทียมนานาอารยประเทศดั่งใจปรารถนา กล่าวมาวันนี้ ประสงค์ที่จะเป็นกำลังใจแก่กัน ไม่เพียงเฉพาะลูกๆ เยาวชน ผู้ใหญ่วันนี้ก็ต้องการกำลังใจแก่กัน ไม่ต่างกัน อยากให้ลูกหลานเยาวชนตั้งขึ้นเป็นกรณีศึกษา ขอมอบให้เป็นการบ้านทางความคิด และช่วยกันจดจำ ทบทวน กับอีกพยายามปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ชั่วโมงหน้าจะได้นำมาพูดจากัน”





