เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 1 มิถุนายน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานประชุมหารือเกี่ยวกับการปลดล็อกอาชีพสงวนแรงงานต่างด้าว ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สภาวิศวกร สภาวิชาชีพบัญชี สภาสถาปนิก นักวิชาการด้านแรงงาน เป็นต้น
พล.ต.อ.อดุลย์เปิดเผยภายหลังจากการหารือว่า เนื่องจาก 3 สภาวิชาชีพ ทั้งบัญชี วิศวกร และสถาปนิก มีความห่วงใยกรณีปลดล็อกอาชีพสงวนที่อาจจะมีผลกระทบต่อความมั่นคง และกระทบต่อคนไทยที่ประกอบอาชีพเหล่านี้ โดยทั้ง 3 วิชาชีพยืนยันว่ามีกำลังแรงงานมากเพียงพอ ไม่ขาดแคลน แต่ในเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับข้อตกลงปฏิญญาการเคลื่อนย้ายแรงงานอาเซียน พ.ศ.2544 ที่ 10 ประเทศอาเซียนมีการลงนามเปิดอาชีพเสรีในอาเซียน จึงได้เชิญตัวแทนจากทั้ง 3 สภาวิชาชีพหารือทำความเข้าใจให้ตรงกัน
พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า จากการรับฟังข้อคิดเห็นจากตัวแทน 3 สภาวิชาชีพ และได้พูดคุยทำความเข้าใจ ได้ข้อสรุปว่าจะนำข้อท้วงติงของ 3 สภาวิชาชีพมาพิจารณาอีกครั้งก่อนนำเรื่องเสนอเข้าสู่คณะกรรมการนโยบายบริหารแรงงานต่างด้าว ที่จะมีการประชุมกลางเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งจะมีความชัดเจนว่าอาชีพใดเป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทยบ้าง เรื่องนี้จะต้องยึดหลักเป็นไปตามหลักสากล คือข้อตกลงที่ทำร่วมกันกับ 10 ประเทศอาเซียน ยืนยันว่าไม่ใช่การเปิดเสรี แต่เป็นการเปิดแบบมีเงื่อนไขและให้เข้ามาเท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเข้ามาเป็นลูกจ้างเท่านั้น
“ยืนยันว่าทุกอย่างต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ โอกาสการทำงานของคนไทย และความมั่นคงของประเทศ” พล.ต.อ.อดุลย์กล่าว และว่า ปฏิญญาการเคลื่อนย้ายแรงงานอาเซียนนี้เป็นเพียงการอำนวยความสะดวก ทั้งนี้แต่ละประเทศยังคงสามารถที่จะกำหนดเงื่อนไขของประเทศเองได้ เช่น ในเรื่องของจำนวน หรือความจำเป็นในการใช้แรงงานต่างด้าวด้วย
ทางด้านนายอมร พิมานมาศ เลขาธิการสภาวิศวกร กล่าวว่า รู้สึกโล่งอกและเบาใจ เนื่องจากกรณีที่มีข่าวว่าจะมีการเปิดอาชีพเสรีวิศวกร ซึ่งกระทบต่อวิศวกรไทยกว่า 1 แสนคน ยืนยันว่าวิศวกรไทยมีความสามารถและไม่ขาดแคลน แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้คนที่มีความรู้ความสามารถด้านวิศวกรรมที่เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการของรัฐ หากเห็นว่าคนต่างด้าวมีศักยภาพกว่าก็พร้อมจะสนับสนุนให้เข้ามาได้แบบมีเงื่อนไข
“เราเสนอว่าควรจะมีการตั้งคณะทำงานจากสภาวิชาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยให้มีบทบาทตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อร่วมกันพิจารณาในเรื่องคุณภาพมาตรฐานการทำงาน ซึ่งจะเป็นช่องทางที่ได้ประโยชน์ เราเป็นห่วงในเรื่องการเปิดเสรีอาชีพ เรื่องนี้จึงควรมีเงื่อนไขเพื่อควบคุมจำนวน โดยให้บทบาทสภาวิชาชีพในการรับรองด้วย” นายอมรกล่าว
ขณะที่นายประเสริฐ หวังรัตนปราณี นายกสภาวิชาชีพบัญชี กล่าวว่า อาชีพบัญชีเป็นงานละเอียดอ่อน เพราะรู้ต้นทุนและสามารถเข้าแข่งขันทางการค้าได้ ปัจจุบันศักยภาพของคนทำบัญชีเทียบเท่าสากล และไม่ขาดแคลน อีกทั้งสถาบันการศึกษาต่างๆ ก็ยังผลิตวิชาชีพนี้ออกมาปีละจำนวนมาก จึงควรจะเป็นโอกาสของคนไทยที่ได้ทำงานนี้ แต่หากให้ต่างด้าวเข้ามาทำงานนี้ อาจจะกระทบต่อความมั่นคง เพราะอาจจะทำให้ข้อมูลของประเทศรั่วไหลได้

