วันที่ 7 เมษายน นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ให้สัมภาษณ์ว่า คพ.ได้รับรายงานสภาวะอากาศ จากสถานีตรวจวัดอากาศทั่วประเทศ พบว่า ช่วงเวลา 09.00 น. ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน ที่เกิดจากการเผาไหม้ป่า มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จนทำให้จำนวนสถานีที่ปริมาณฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานเพิ่มขึ้นจาก 3 สถานี เป็น 8 สถานี และต่อมาในเวลา 13.00 น. ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่เกินมาตรฐาน ก็เพิ่มขึ้นมาอีก เป็น 11 สถานี จากสถานีเฝ้าระวังสภาพอากาศทั้งหมด 17 สถานี ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ โดยปริมาณฝุ่นละอองที่ตรวจวัดได้สูงสุด ยังคงอยู่ที่บริเวณชายแดน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตรวจวัดได้ 167 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร(มคก./ลบ.ม.) จากค่ามาตรฐานคือ 120 มคก./ลบม.
นายวิจารย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ คพ.ยังตรวจพบจุดความร้อน (hot spot) ในพื้นที่ต่างๆ ของภาคเหนือเพิ่มมากขึ้นด้วย จากเดิม 100 กว่าจุด ล่าสุดนั้น ตรวจพบถึง 415 จุด ที่ จ.แม่ฮ่องสอน ตาก น่าน และเชียงใหม่ สูงกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งมีอยู่แค่ 380 จุดเท่านั้น
“อย่างไรก็ตาม ผมยังเชื่อว่า ยังไม่หยุดอยู่แค่นี้ หลายพื้นที่มีแนวโน้มว่าจุดความร้อนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักคือ เวลานี้ ประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง กัมพูชา พม่า และลาว ล้วนมีจุดความร้อนจากการเผาป่า เพื่อทำการเกษตร ของชนกลุ่มน้อยอยู่จำนวนมาก ทั้งนี้ ทิศทางลมของทุกประเทศ ต่างพัดเข้ามาในประเทศไทยทั้งหมด ทำให้ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งในประเทศไทยเอง ก็ยังมีการจุดไฟเผาป่าอยู่ตลอดเวลา ไม่มีวี่แววจะลดปริมาณลงเลย” อธิบดีคพ. กล่าว
เมื่อถามว่า คพ.ได้ดำเนินการอะไร เพื่อลดปริมาณฝุ่นขนาดเล็ก และจุดความร้อนที่เกิดขึ้นมาเวลานี้บ้าง นายวิจารย์ กล่าวว่า เวลานี้ ได้มีการระดมสรรพกำลังจากทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกันแก้ปัญหาทั้งหมด ทั้งเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า ของกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ อาสาสมัครชาวบ้านในพื้นที่ กองทัพอากาศ และทางกรมฝนหลวง โดยชุดดับไฟนั้น อยู่ในพื้นที่ที่เกิดเหตุตลอดเวลา มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังกันเข้าไป ทั้งเจ้าหน้าที่และชาวบ้านต่างเหน็ดเหนื่อยกับภารกิจนี้กันมาก แต่ก็หยุดกันไม่ได้ เพราะภาวะอากาศที่เป็นอยู่คือ แห้งแล้งผิดปกติ อีกทั้งมีการลักลอบจุดกันอยู่ตลอดเวลา ลมแรง ไฟติดง่าย ไหม้เร็ว และดับยากมาก
“อย่าถามว่าหนักใจไหม เพราะเมื่อถึงช่วงเวลานี้ของทุกปี ผมและเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องทุกคน ไม่มีใครสบายใจกันเลย ต้องติดตามสถานการณ์กันตลอด 24 ชั่วโมง ล่าสุด ได้ประสานงานกับทางกองทัพอากาศ และทางกรมฝนหลวง เพื่อให้ทางกองทัพอากาศเข้ามาช่วยตักน้ำรดบริเวณที่มีไฟไหม้ ทำเหมือนฝนตก ลดความแรงของไฟเพื่อจะลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กด้วย แต่การดำเนินการเรื่องนี้ ก็สามารถแก้ปัญหาได้แค่ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น สำหรับการทำฝนเทียมนั้น ที่ผ่านมาก็มีความพยายามทำโดยตลอด แต่ได้ผลไม่มากนัก เพราะสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยเลย คือตอนนี้อากาศแห้งมากไม่สามารถทำฝนเทียมได้เลย” นายวิจารย์ กล่าว
เมื่อถามว่า มีพื้นที่ไหนบ้างใน 9 จังหวัดภาคเหนือที่ไม่มีไฟไหม้เลย หรือมีน้อยที่สุด เป็นเพราะอะไร นายวิจารย์ กล่าวว่า จ.พะเยา และ จ.ลำปาง ถือว่าน้อยสุดเวลานี้ แต่ไม่ได้หมายความว่า มีเหตุการเผาป่าน้อยที่สุด เพราะทั้ง 2 พื้นที่นี้ เคยรุนแรงที่สุด มาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมแล้ว มาถึงวันนี้ การเผาไหม้และปริมาณฝุ่นขนาดเล็กจึงน้อยกว่าพื้นที่อื่นๆ
“ผมคิดว่าตราบใดที่เรายังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีคิด และวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่สูง เรื่องของการเผาป่า เพื่อเอาที่ดินทำการเกษตร หรือเผาตอซังพืชรุ่นเก่าเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกครั้งต่อไปได้ เราก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการเผชิญหมอกควัน ไฟป่าอย่างยั่งยืนได้ สำหรับในประเทศไทย เรามีหลายโครงการที่เข้าไปแนะนำชาวบ้าน เช่นการเอาตอซังพืชไปแปรรูปเป็นปุ๋ยหมัก ซึ่งบางพื้นที่ได้ผลดีมาก สามารถลดการเผาลงอย่างเห็นได้ชัด เช่นที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ซึ่งวิธีการดังกล่าวสามารถค่อยเป็นค่อยไป ในพื้นที่อื่นๆ ได้ แต่สำหรับควันไฟที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านนั้นยอมรับว่าหนักใจมาก เพราะเพื่อนบ้านของเรามีชาวบ้านชาติพันธุ์จำนวนมาก ที่ยังใช้วิธีเผาป่าทำการเกษตรอยู่ โดยที่เราไม่สามารถเข้าไปจัดการอะไรได้มากนัก” อธิบดีคพ. กล่าว

