หลากความเห็นแก้คนล้นคุก เลี่ยงขัง-เพิ่มทางเลือกลงโทษ

3.06.18 | 11:49 น.

หมายเหตุ – ความเห็นจากวงเสวนาเรื่อง “มาตรการเลี่ยงโทษจำคุกก่อนมีคำพิพากษา” จัดโดยกรมราชทัณฑ์ในสัมมนาวิชาการเชิงปฏิบัติ “ก้าวผิดคิดพลาด…ให้โอกาสแก้ตัวใหม่”(มาตรการทางเลือกแทนการจำคุก) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน


 

พล.ต.อ.วันชัย ศรีนวลนัด
คณะกรรมการราชทัณฑ์ และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน

โทษจำคุกเป็นมาตรการทางกฎหมายหนึ่งที่มีความรุนแรงอันดับสองในกระบวนการกฎหมายอาญาไทยรองจากประหารชีวิต เพื่อให้บุคคลปฏิบัติตาม สังคมอยู่อย่างสงบเรียบร้อย โดยผ่านขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งเป็นโทษที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลโดยตรง ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ระบุว่าให้กำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง โดยเรามี พ.ร.บ.ที่กำหนดโทษอาญากว่า 800 ฉบับ ทั้งที่บางอย่างไม่ใช่ความผิดร้ายแรง แต่ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ก็เปิดโอกาสให้สามารถกำหนดโทษเป็นอย่างอื่นได้

ในข้อเท็จจริง จำนวนผู้ต้องขังมีแนวโน้มมากขึ้นจนล้นเรือนจำ เราอาจขยายหรือสร้างเรือนจำเพิ่มแต่ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เพราะขยายเท่าไหร่ก็จะไม่พอ จึงเป็นอุปสรรคในการบริหารเรือนจำให้ได้ตามมาตรการสากล และเกิดผลเสียกับผู้ต้องขังเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขัง โดยส่งผลเสียถึงสุขภาพและจิตใจ
เรามีเรือนจำ 144 แห่ง ความจุ 217,000 คน โดยตัวเลขวันที่ 1 มี.ค. มีผู้ต้องขัง 334,279 คน คิดเป็น 146% หนาแน่นจนมีคำพูดในต้องขังที่ว่า “ลุกแล้วเสียที่” โดยส่วนใหญ่เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถึงสองแสนคน

ผลเสียของการมีกฎหมายอาญาเฟ้อทำให้เป็นภาระกลไกกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ใช้ทรัพยากรโดยไม่จำเป็น มีขั้นตอนมาก ใช้เวลานาน เกิดภาวะล้นศาลและล้นเรือนจำ กระทบวิถีชีวิตผู้ต้องโทษ การเลี่ยงโทษจำคุกปัจจุบัน คือรัฐธรรมนูญกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง โดยความผิดลหุโทษนั้นไม่เข้าเกณฑ์การกำหนดโทษจำคุก รัฐจึงต้องมีนิตินโยบายว่าจะทำอย่างไรทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ โดยต้องแบ่งเป็นกลุ่มความผิดร้ายแรงและไม่ร้ายแรงให้ชัดเจน ซึ่งจะมีปัญหาในกฎหมายอาญาเก่ากว่า 800 ฉบับ นอกจากนี้ต้องกำหนดยุทธศาสตร์การปฏิบัติ

Advertisement

มีแนวคิดจากหลายประเทศในยุโรป ทางหนึ่งคือนำโทษทางปกครองมาใช้ คือโทษจากเหตุการฝ่าฝืนข้อห้าม การจราจร การควบคุมอาคาร การประกอบกิจการค้า การรักษาความสะอาดและภาษีที่ไม่ใช่โทษร้ายแรง และด้านคุณธรรมทางกฎหมายใช้มาตรการทางปกครองตั้งแต่การตักเตือน ตำหนิ จำกัดสิทธิ ค่าปรับรายวันและค่าปรับทางปกครอง โดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้พิจารณาการลงโทษไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ตอนนี้รัฐต้องกำหนดนิตินโยบายของรัฐและคิดยุทธศาสตร์ โดยต้องสร้างกฎหมายกลาง วางหลักเกณฑ์วิธีการบังคับใช้โทษทางปกครองทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ ด้านบทบาทของราชทัณฑ์และกระทรวงการยุติธรรม ระยะสั้นใช้ ม.6 ใน พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ ออกกฎกระทรวงบังคับโทษจำคุกเป็นวิธีการอื่น ระยะยาวคือวางนิตินโยบายและกฎหมายกลาง

ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง
อัยการจังหวัด สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิ
และช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จ.กาญจนบุรี

การแก้ปัญหาต้องทำจากองค์รวม ซึ่งการขังก่อนพิจารณาหรือพิพากษานับรวมตั้งแต่การควบคุมตัว ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนระบุว่า เราไม่ควรถูกขังหรือจับตามอำเภอใจ ในอเมริกามีหลักว่าขั้นตอนฟ้องคดีต้องเร็วและเป็นที่เปิดเผย โดยการออกหมายจับต้องได้รับคำร้องจากอัยการที่ดูพยานหลักฐานหนักแน่นจนเห็นเหตุสมควรแล้ว หลังออกหมายจับแล้วให้เวลาอัยการเพียง 30 วันในการฟ้อง โดยจับแล้วจะให้อัยการดูพยานหลักฐานทันที โดยยืนยันว่าอัยการไทยก็ทำทันถ้าเห็นพยานหลักฐานก่อน นอร์เวย์ระบุว่า บุคคลจะเป็นผู้ต้องหาเมื่ออัยการแจ้งข้อหาแล้วเท่านั้น ที่ญี่ปุ่นบอกว่า เมื่อจับกุมแล้วต้องนำตัวให้อัยการทันที ถ้าจะฝากขังศาลต้องขอใน 24 ชั่วโมง และการขังต้องไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ป้องกันการทำลายพยานหลักฐานและการหลบหนี

ในต่างประเทศการขังก่อนการพิจารณาถูกตั้งคำถามว่าสมควรแล้วหรือเพราะเป็นการลงโทษก่อนการพิพากษา ตัดสิทธิในการสู้คดีเมื่ออยู่ในเรือนจำแล้วต้องก้มหน้ารับชะตากรรม การขังก่อนพิจารณาแย่กว่าการขังหลังมีพิพากษาแล้วเสียอีก บางครั้งมีการสั่งไม่ฟ้องถือว่าถูกขังฟรี บางครั้งยกฟ้อง บางครั้งเป็นโทษแค่เล็กน้อย บางครั้งถูกขังเกินที่จำเป็น ทำให้สูญเสียสิ้นเปลืองศักยภาพมนุษย์ อเมริกาให้หลักว่าการขังก่อนพิจารณาต้องเป็นวิธีการสุดท้าย จะทำเมื่อจำเป็นจริงๆ และใช้เพื่อการป้องกัน แต่กฎหมายเราเขียนให้ฝากขังได้ง่ายไม่เป็นไปตามหลักสากล การปฏิรูปการลดจำนวนการขังก่อนพิจารณาต้องมีการรายงานเหตุต่อเจ้าหน้าที่อัยการและฝ่ายปกครองทันที ให้เข้าตรวจสอบเหตุแห่งการจับ ป้องกันการกลั่นแกล้งยัดข้อหา ใช้กำลังเกินควร การขังก่อนพิจารณาต้องเป็นวิธีการสุดท้ายที่จะใช้และใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น เพื่อป้องกันการหลบหนี ทำลายพยานหลักฐาน และป้องกันเพื่อความปลอดภัยของสังคม การขังก่อนพิจารณาเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง มีสิทธิถูกพนักงานสอบสวนแจ้งจำนวนข้อหาเกินกว่าที่อัยการส่งฟ้อง

ผมเคยทำเรื่องปฏิรูปกฎหมายมีคนพูดว่า กฎหมายไทยๆ เหมาะกับสังคมไทย แต่ผมยืนยันว่า ป.วิอาญาเป็นเรื่องการจับกุมและค้น ต้องปฏิบัติตามสากล จึงควรระวังว่าเราจะโดนเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเพราะ ป.วิอาญาไม่ได้มาตรฐานสากล

ศ.ณรงค์ ใจหาญ
รองคณบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์
คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ผู้ต้องขังในคุก 2 แสนกว่ารายเป็นผู้ติดยา ทั้งที่เราต้องนำเขาไปบำบัด ไม่ใช่ให้อยู่ในเรือนจำ และ 6 หมื่นกว่าคนเป็นผู้ต้องขังระหว่างสอบสวนและระหว่างการพิจารณา น่าจะมีกลไกปล่อยชั่วคราวหรือการใช้กำไลอีเอ็มที่น่าจะทำให้ลดจำนวนได้ นอกนั้นเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์และชีวิตซึ่งเป็นความผิดพิเศษจริงๆ กลับมีน้อย นโยบายในการกำหนดความผิดอาญาตอนนี้มีแนวว่าเราต้องมีมาตรการลงโทษหรือปรับทางปกครองแทนโทษอาญา กฎหมายที่จะออกหลังจากนี้ต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด เป็นเรื่องกระบวนการออกกฎหมาย เช่น ในรัฐสภา ต้องกำหนดระดับความผิดอาญาร้ายแรงที่จะต้องโทษจำคุก และความผิดที่มีอยู่ตอนนี้บางอย่างไม่ควรเป็นโทษอาญา

นอกจากนี้คือจำนวนโทษ ตอนนี้เรามีทางเลือกน้อยมาก มีแค่โทษจำคุกกับโทษปรับ ส่วนโทษประหารชีวิตมีอยู่ 80 กว่ามาตรา โทษจำคุกจึงกลายเป็นยาสามัญประจำบ้าน ให้ศาลไม่มีทางเลือกไม่สามารถใช้ดุลพินิจได้ เมื่อเรากำหนดโทษขั้นต่ำไว้แล้ว เช่น คดีขายซีดีมีโทษปรับขั้นต่ำ 2 แสนบาท กลไกในการบังคับใช้กฎหมาย ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ และศาล ซึ่งศาลมีข้อจำกัดเรื่องอัตราโทษที่กำหนดขั้นต่ำไว้แล้วและยังมีเรื่องยี่ต๊อก ซึ่งการลงโทษจำคุก ต้องมีปัจจัยว่า บุคคลนั้นเป็นบุคคลอันตราย กระทำความผิดอันตราย และไม่สามารถอยู่ภายนอกได้ และต้องไม่ใช่ว่าอยู่เพื่อรออภัยโทษ แต่อยู่จนแน่ใจว่าออกไปแล้วเป็นคนดีไม่ก่อให้เกิดอันตรายในสังคม ถ้าใช้กฎหมายที่มีโทษขั้นต่ำขั้นสูง จะใช้ดุลพินิจได้แคบ ศาลจะไม่แน่ใจได้ว่าคนนี้ออกไปแล้วจะกระทำความผิดซ้ำหรือไม่

ในต่างประเทศก่อนกำหนดโทษต้องมีกระบวนการสืบเสาะ คือการสืบเสาะสภาพผู้กระทำความผิดว่าเกิดจากสาเหตุอะไร มีสภาพแวดล้อมอย่างไร แต่กฎหมายเรามีบังคับเฉพาะคดีเด็ก ไม่มีในผู้ใหญ่ แม้มีช่องในมาตรา 139 แต่ตำรวจก็ไม่มีเวลาทำ อีกทั้งยังมีเรื่องรายงานของผู้เสียหายที่ประเทศเรายังไม่มี

ประการต่อไป เรื่องชะลอฟ้อง แทนที่จะให้คดีขึ้นสู่ศาลเลย แต่พนักงานอัยการสามารถใช้การคุมประพฤติแทนการสั่งฟ้อง โดยเฉพาะในคดียาเสพติด เช่นที่มีใช้ในผู้กระทำผิดที่เป็นเด็ก ถัดมา ถ้ามีการลงโทษและศาลกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ปัญหาคือถ้าเราให้ความไว้วางใจกับการลงโทษนอกเรือนจำ กลไกที่ตามมาคือต้องมีชุมชนเข้มแข็งเป็นศูนย์คุมประพฤติให้ผู้ที่ไม่อยู่ในเรือนจำได้ปรับพฤติกรรม จำเป็นต้องร่วมมือระหว่างคุมประพฤติและชุมชน โดยอาจเป็นอาสาสมัคร ซึ่งเป็นกลไกที่เรายังไม่มี วิธีนี้จะเป็นหลักประกันว่าเรานำคนออกนอกเรือนจำแล้วไม่เป็นอันตรายต่อสังคม ถ้าทำกลไกนี้ได้เราอาจมีเฉพาะนักโทษในเรือนจำที่จำเป็นต้องอยู่จริงๆ จึงต้องมีการแก้กฎหมายให้ศาลมีอำนาจลงโทษได้มากกว่าโทษจำคุกหรือปรับ และหากเรื่องนี้เห็นควรมีการคุมประพฤติก่อนฟ้องจึงควรมีการชะลอฟ้อง รวมถึงสร้างกลไกชุมชนร่วมคุมประพฤติผู้ชะลอฟ้องหรือศาลสั่งลงโทษคุมประพฤตินอกเรือนจำ

ดร.ดล บุนนาค
ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯกลาง

ปัญหาคนล้นคุกไม่ใช่ปัญหาของกรมราชทัณฑ์อย่างเดียว แต่เป็นปัญหาของทุกภาคส่วนในกระบวนการยุติธรรม เมื่อ 10 ที่แล้วถ้าตามมาตรฐานสากล การควบคุมคือผู้คุม 1 คนต่อนักโทษ 3 คน ต่อมา 3 ปีที่แล้วผู้คุม 1 คนต่อนักโทษ 8 คน ปัจจุบันนี้น่าจะเกินกว่านั้น ตัวการสำคัญเป็นเพราะกฎหมายที่ตีกรอบคำตัดสินของศาล ซึ่งสั่งให้คนทำผิดต้องจำคุกเท่านั้น

กฎหมายอาญาของไทยส่วนใหญ่มีเพียงการลงโทษแค่จำคุกหรือปรับเท่านั้น ไม่ว่าจะคดีไหนศาลจำเป็นต้องเลือกใช้คำตัดสินที่มีเส้นกั้นบางๆ คั่นอยู่ระหว่างดุลยพินิจของศาล รวมถึงความกดดันจากสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่บีบคั้นให้ศาลต้องส่งผู้กระทำผิดเข้าไปทั้งๆ ที่ไม่สมควรได้รับโทษจำคุก แต่สาเหตุหลักของปัญหานักโทษล้นคุกนั้นอยู่ที่กฎหมาย การได้คุยกับนักโทษหญิงคนหนึ่งจึงได้รู้ถึงชีวิตความเป็นอยู่ในเรือนจำ และการตัดสินให้เธอต้องถูกจองจำในข้อหาตัดต้นไม้หนึ่งต้นในป่าได้กลายเป็นเรื่องที่น่าละเหี่ยใจ เพราะฉะนั้นการเลือกใช้ทฤษฎีการเบี่ยงเบน หรือมาตรการทางเลือกลงโทษแทนการจำคุกเป็นมาตรการบังคับระดับกลาง ซึ่งศาลต้องให้ความสนใจในเรื่องนี้ เหมือนในต่างประเทศยกตัวอย่างเช่น ศาลอเมริกาที่สั่งให้ผู้กระทำผิดห้ามเข้าใกล้บ้านผู้เสียหายในคดีทำร้ายร่างกาย คือการลงโทษแบบตักเตือน ปรามคนทำผิดไม่ให้กระทำผิดซ้ำเป็นการเลี่ยงการจำคุกด้วยการบังคับอย่างเข้มงวด ซึ่งประเทศไทยควรต้องเร่งนำมาปรับใช้ เพราะคุกมีไว้อย่างเดียวคือ ขังคนที่เป็นอันตรายต่อสังคมไม่ใช่คนที่มีความผิดร้ายแรง เราควรใช้โทษหนักในการจำคุกกับคนบางคนและไม่ควรใช้กับคนบางคนที่ไม่สมควรถูกลงโทษ

ในมุมมองของผู้พิพากษา การใช้กฎหมายที่แฝงอยู่ในมาตรา 56 ทางเลือกในการรอการลงโทษทางอาญาที่กฎหมายบ้านเรามีอยู่แล้วสำหรับมาตรการบังคับระดับกลาง นั่นหมายความว่าศาลสามารถสั่งให้ผู้กระทำความผิดทำอะไรก็ได้ เพื่อเป็นการเยียวยาผู้เสียหาย หรือทำบุญเพื่อสังคม แต่ศาลส่วนใหญ่กลับไม่ทราบและใช้แนวทางการลงโทษด้วยการจำคุก ถ้าศาลจะลงโทษระดับกลางก็ให้ใช้มาตรา 56 แต่ให้เงื่อนไขที่หนักๆ จะได้เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น หากตัดต้นไม้พะยูง 1 ต้นให้ลงโทษสั่งให้ปลูกเพิ่ม 5 ต้น ถ้าปลูกไม่ขึ้นและต้นไม้ตายต้องติดคุก เป็นต้น

ถ้าหากประเทศไทยสามารถใช้มาตรการบังคับระดับกลางได้ตามหลักสากล ก็มีโอกาสที่เราจะได้เห็นเมืองไทยไม่มีนักโทษหรืออาจน้อยลง จนต้องปิดคุกเหมือนประเทศเนเธอร์แลนด์ และสิ่งที่เราจะขาดไม่ได้สำหรับการปรับแก้กฎหมาย 1.ความพร้อม ถ้ากฎหมายเกิดขึ้นแต่ขาดความพร้อมเราจะทำไม่ได้ คนที่จำคุกแล้วออกมานอกคุกได้ถ้ามีเหตุจำเป็น สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ ถ้าเราพร้อมจะยอมรับและยังช่วยระบายความแออัดในคุกได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังต้องพร้อมในเรื่องของงบประมาณ รวมถึงต้องมีความเข้าใจในเรื่องต่างๆ เช่น เข้าใจว่าอุปกรณ์ติดตามตัว (EM) คืออะไร ยิ่งถ้าเบื้องบนเข้าใจ เบื้องล่างเข้าใจ ทุกอย่างจะไหลลื่นไปหมด 2.มาตรการการลงโทษระดับกลางเมื่อใช้แล้วต้องได้ผล ต้องเยียวยาได้ ต้องปรามได้ สังคมต้องยอมรับ 3.เมื่อมีมาตรการเลี่ยงโทษควรระวังคนรวย หรือคนมีอิทธิพล ต้องตรวจสอบได้ว่าเขาผิดจริงหรือไม่ หรือเหมาะสมกับการใช้มาตรการเลี่ยงการลงโทษแทนการจำคุกหรือเปล่า