หมายเหตุ-สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินทดแทน (ฉบับที่…) พ.ศ. … ซึ่งเป็นฉบับแก้ไขเพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากมีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน และไม่เอื้อต่อการให้ความคุ้มครองลูกจ้าง นับจากบรรทัดนี้ นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการ สปส.มีคำอธิบาย
นพ.สุรเดช ให้ข้อมูลว่า พ.ร.บ.เงินทดแทนฯฉบับแก้ไขขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในต้นปี 2562 ซึ่งจะทำให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองและได้สิทธิประโยชน์ที่มากขึ้น ทั้งการจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน ค่าทำศพ ค่าทดแทน และเงินเพิ่มกรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินสมทบ หรือจ่ายไม่ครบจำนวน รวมทั้งหลักเกณฑ์การยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนนายจ้าง การแจ้งการประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย และการยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทน
ถามว่า พ.ร.บ.เงินทดแทนฯฉบับแก้ไขมีใครบ้างที่ได้สิทธิประโยชน์นี้ นพ.สุรเดชกล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือให้การคุ้มครองลูกจ้างที่มีนายจ้างชัดเจน โดยคุ้มครองพนักงานเอกชนเดิมที่มีประมาณเกือบ 9.7 ล้านคน ซึ่งกลุ่มนี้จะได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นจากของเดิม และนอกจากนี้ยังครอบคลุมไปถึงลูกจ้างในองค์กรของรัฐ 9 แสนคน และลูกจ้างในองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร เช่น เอ็นจีโอ หรือมูลนิธิต่างๆ อีกประมาณ 1 แสนคนด้วย รวมๆ แล้วคนใหม่ที่จะได้รับความคุ้มครองจะเพิ่มมาอีกประมาณ 1 ล้านคน เมื่อรวมกับยอดเก่าจะมีประมาณ 10-11 ล้านคน
ทั้งนี้ นพ.สุรเดชอธิบายเพิ่มเติมว่า เดิมองค์กรเอ็นจีโอ หรือมูลนิธินั้น กฎหมายเดิมระบุว่า แม้จะมีการจ้างลูกจ้าง แต่ไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนเงินทดแทน เพราะมีจำนวนน้อย แต่ต่อมาพบว่าองค์กรในลักษณะนี้มีมากขึ้น และมีลูกจ้างมากขึ้น โอกาสเกิดเหตุก็มี เมื่อเกิดเหตุแล้วส่วนใหญ่องค์กรหรือมูลนิธิไม่มีเงินมากพอที่จะดูแลลูกจ้าง ดังนั้น ถ้ามาอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ก็ถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยง แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่ครอบคลุมกลุ่มลูกจ้างเหมาทำของ ซึ่งขณะนี้ได้มีการออกมาเรียกร้องให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องพยายามทำให้คนกลุ่มนี้เป็นลูกจ้างที่มีนายจ้างชัดเจน เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์นี้ด้วย
นพ.สุรเดชกล่าวว่า พ.ร.บ.เงินทดแทนฯฉบับใหม่จะให้ชุดสิทธิประโยชน์แก่ลูกจ้างเพิ่มขึ้น จากเดิมจ่ายร้อยละ 60 ขยายเป็นร้อยละ 70 เช่น กรณีทุพพลภาพ จ่ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 70 ของยอดเงินสูงสุด 20,000 บาทต่อเดือน เฉลี่ยเดือนละ 14,000 บาท จนกว่าจะเสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีกรณีเสียชีวิต จะมีเงินก้อนให้แก่ทายาท บวกค่าทำศพ กรณีเกษียณอายุ ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิทธิทางกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นคุณอย่างมาก
“เหตุผลที่ต้องขยายเพิ่มเป็นร้อยละ 70 เพราะเราดูแล้วว่าคนที่ต้องพักรักษาตัวและสูญเสียรายได้ต้องมีเงินก้อนหนึ่งอย่างน้อยต้องอยู่ได้ ซึ่งประมาณการว่าต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างน้อยร้อยละ 60 ถ้าจ่ายให้ร้อยละ 70 จะทำให้พวกเขาอยู่ได้อย่างไม่ลำบาก ขณะเดียวกันสิทธิประโยชน์อย่างอื่น เช่น ทุพพลภาพ ของเดิมให้แค่ 15 ปี แต่ก็พบว่าจำนวนคนทุพพลภาพจากการทำงานแม้จะไม่มาก แต่เขาก็สามารถมีอายุอยู่เกิน 15 ปีได้ จึงแก้ไขปรับปรุงกฎหมายให้จ่ายไปไม่น้อยกว่า 15 ปี และเตรียมออกกฎกระทรวงแรงงานว่าจะจ่ายเพิ่มเป็นตลอดชีวิตด้วย แต่ที่ สปส.ไม่สามารถเขียนระบุให้จ่ายตลอดชีวิตในขณะนี้เพราะต้องขอพิจารณาจากสภาวะเศรษฐกิจ ณ ขณะนั้นด้วย เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับนายจ้าง ส่วนกรณีเสียชีวิต ของเดิมจ่ายทายาทร้อยละ 60 เพียง 8 ปี ขยายเป็น จ่ายร้อยละ 70 ต่อเนื่อง 10 ปี ส่วนการจ่ายนั้น จะจ่ายเป็นรายเดือน หรือหากทายาทต้องการเงินก้อน จะพิจารณาเป็นรายๆ ไป ขึ้นอยู่กับความจำเป็น ซึ่งการจ่ายก้อนเดียวอาจระบุว่าเป็นรายปี เพื่อรักษาให้เงินก้อนนี้มีประโยชน์แก่ทายาทนานที่สุด ถือเป็นหลักการที่ใช้กันทั่วโลก ส่วนค่าทำศพ เดิมเขียนว่าจ่าย 100 เท่าของค่าจ้างขั้นต่ำที่สูงที่สุด จะปรับเป็นจ่าย 40,000 บาท เท่ากับกองทุนประกันสังคม” นพ.สุรเดชกล่าว
นอกจากนี้ นพ.สรุเดช กล่าวว่า ยังมีการปรับค่ารักษาพยาบาล จากเดิมมีวงเงินจำกัด คือจาก 3 แสนบาท เพิ่มเป็น 1 ล้านบาท และ 2 ล้านบาท จะขยายเป็น 1-2 ล้านบาทแรก รักษาที่โรงพยาบาลเอกชนก็ได้ แต่ถ้าหลังจากนี้ยังต้องรักษาต่อเนื่องต้องไปเข้าโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง สาเหตุที่ต้องทำแบบนี้เพราะถ้าไม่ควบคุม การรักษาในโรงพยาบาลเอกชนจะมีค่าใช้จ่ายมากทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นต้องสูงขนาดนั้นก็ได้ เรื่องนี้โรงพยาบาลรัฐก็ไม่ต้องห่วงอะไรมาก เพราะรู้ว่าสามารถตามไปเก็บเงินได้จากที่ไหน ซึ่งหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้จะมีการชี้แจงทำความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย
เมื่อถามว่าสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นนี้จะเป็นภาระกับนายจ้างหรือหน่วยราชการหรือไม่ นพ.สุรเดชกล่าวว่า มีแน่นอน เพราะจะมีลูกจ้างหน่วยราชการเพิ่มเข้ามาถึง 9 แสนคน แต่ยืนยันว่าไม่เป็นภาระกับรัฐบาลจนเกินไป เพราะมีการประเมินแล้วว่ารัฐบาลจ่ายสมทบในฐานะนายจ้างประมาณ 270 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น และกองทุนนี้ลูกจ้างไม่ต้องแบกรับภาระใดๆ ส่วนนายจ้างในสถานประกอบการเอกชนไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เพราะที่ผ่านมามีการเก็บมาแล้ว และการเพิ่มชุดสิทธิประโยชน์นี้ แม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มบ้าง แต่ก็ยังมีเงินเหลือให้พอหมุนเวียนได้
อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ ไม่เพียงแต่มีลูกจ้างได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว นพ.สุรเดชกล่าวว่า นายจ้างก็ได้ประโยชน์ด้วย เพราะได้ปรับลดผลกระทบต่อนายจ้าง เช่น ถ้าจ่ายเงินสมทบช้า เดิมมีการปรับร้อยละ 3 แต่ พ.ร.บ.ใหม่ปรับลดลงเหลือร้อยละ 2 เพื่อไม่ให้ตึงเกินไป นอกจากนี้เมื่อเกิดภัยพิบัติที่ทำให้นายจ้างเดือดร้อน จะยกเว้นให้โดยไม่เรียกเงินเพิ่ม เพื่อให้ความเป็นธรรมและสมดุลมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน หากพบว่านายจ้างไม่ทำตามกฎหมาย เช่น ไม่แจ้งว่าลูกจ้างประสบอันตรายจากการทำงาน โทษเดิมปรับ 10,000 บาท จะเพิ่มเป็น 20,000 บาท จำคุกจาก 6 เดือน เป็น 1 ปี
นพ.สุรเดชกล่าวว่า ยังมีมาตรการตามกฎหมายเข้าไปกำกับดูแลนายจ้าง ในกรณีไม่ปฏิบัติตามกติกา จะเข้าไปจัดการ เช่น แจ้งเตือน เชิญมาพบ หรืออายัดบัญชี อายัดทรัพย์ ซึ่งนายจ้างจะเดือดร้อนต้องรีบจ่าย แต่สำหรับนายจ้างที่มีปัญหาจริงๆ ก็ต้องมีการเจรจากันว่ามีเหตุผลใด
นพ.สุรเดช ยังกล่าวถึงกรณีกลุ่มลูกจ้างเหมาทำของประมาณ 4 แสนคน เรียกร้องจะเข้ามาใช้สิทธินี้ด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ เพราะสถานะของคนกลุ่มนี้ยังไม่ชัดเจน แต่ข้อเท็จจริงคือคนกลุ่มนี้มีการทำงานแบบลูกจ้างที่มีนายจ้างชัดเจน และหากจะให้ได้สิทธิประโยชน์นี้ด้วย ต้องเปลี่ยนสถานะจากลูกจ้างเหมาทำของ เป็นลูกจ้างชั่วคราวหรือพนักงานราชการ ซึ่งเรื่องนี้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และกรมบัญชีกลาง จะต้องหารือกันว่าจะจัดการกับสถานะของลูกจ้างกลุ่มนี้อย่างไร แต่หลักการคือต้องทำให้ถูกต้อง ชัดเจน เพื่อจะได้ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ที่สำคัญต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่าลักษณะงานใดมีความจำเป็นต้องใช้
นพ.สุรเดชกล่าวว่า หาก สนช.ผ่านวาระ 3 แล้ว กระทรวงแรงงานจะต้องกลับมายกร่างกฎหมายลูก และจัดทำแนวทางปฏิบัติพร้อมพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อกฎหมายเสร็จแล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีผลบังคับใช้ภายใน 120 วัน แต่ สนช.ระบุว่าน่าจะทำให้เร็วขึ้นอีกได้
“เรื่องนี้เป็นนโยบายรัฐบาลที่จะดูแลคนไทยทุกกลุ่มให้เข้าถึงสิทธิประโยชน์และมีความมั่นคงในชีวิต จะเห็นว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีคนอีกประมาณ 1 ล้านคน ได้ประโยชน์และได้รับการคุ้มครองดูแลเท่าเทียมกับกลุ่มอื่นๆ จะช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำได้จริง มีความมั่นคงในชีวิต” นพ.สุรเดชกล่าว และว่า เมื่อกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ หน่วยราชการ และองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มีลูกจ้างในลักษณะนี้ทั่วประเทศจะต้องส่งเงินเข้ากองทุน แต่ไม่มาก เพียงคนละร้อยละ 0.2 ของค่าจ้างส่วนที่ไม่เกิน 20,000 บาท เช่น ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท 12 เดือน จะได้ 240,000 บาท ก็จ่ายเพียง ร้อยละ 0.2 หรือ 480 บาทต่อคนต่อปี ถ้าจ่ายต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ 1, 2, 3 เมื่อเข้าปีที่ 4 ประวัติดี ไม่เกิดเหตุในที่ทำงาน ไม่มีคนเจ็บป่วย ก็จะได้รับการลดเบี้ย (ค่าประสบการณ์) ซึ่งจะลดได้สูงสุดถึงร้อยละ 70 เพราะต้องการส่งเสริมให้สถานประกอบการคำนึงถึงความปลอดภัยในการทำงาน
นพ.สุรเดชยังทิ้งท้ายไว้ว่า ขอให้ผู้ใช้แรงงานมั่นใจในกฎหมายฉบับนี้ และขอย้ำผู้ใช้แรงงานทุกคน หากเจ็บป่วยจากการทำงาน ไม่ต้องรอนายจ้างแจ้งข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว ถ้าโรงพยาบาลรู้ก็แจ้งได้ เพื่อน ญาติ หรือเจ้าตัวก็บอกได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลตามสิทธิที่มีและพึงได้

