เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวหลังเป็นประธานเปิดโครงการรณรงค์ลดปัญหาขยะพลาสติกด้วยแนวคิด “เปลี่ยนเพื่อเราในวันนี้ เปลี่ยนเพื่อโลกของเราในวันหน้า” เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ว่า ขยะพลาสติกนอกจากมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมแล้วยังมีผลกระทบกับสุขภาพทั้งทางตรงทางอ้อม ถ้าทิ้งไม่ถูกที่ก็กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออก หรืออุดตันท่อ ทำให้น้ำเน่า น้ำท่วม เป็นบ่อเกิดของเชื้อโรค จึงต้องรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันลง ส่วนกระทรวงก็จะเป็นตัวอย่างลดการใช้ถุงพลาสติกใน รพ.
นพ.สุวรรณชัยกล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์โรคจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยตอนนี้มีหลายหน่วยงานร่วมกันดูแล ทั้งกระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่วนกระทรวงสาธารณสุขจะดูเรื่องขยะติดเชื้อและโรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา กรมได้ลงไปศึกษาและติดตามผลกระทบจากขยะทั่วไปและขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ เนื่องจากพบว่าเป็นแหล่งใหญ่ที่ชาวบ้านยึดอาชีพถอดชิ้นส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์ขายส่งให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ รายได้ดีตกเดือนละ 2-3 หมื่นบาทจนขยายไปยังเครือญาติกันใน จ.อุบลราชธานีและบุรีรัมย์ ซึ่งในการทำงานมีเพียงถุงมือป้องกันเท่านั้น อันตรายมาก
นพ.สุวรรณชัยกล่าวอีกว่า ปัญหาที่สำคัญคือทุกคนในบ้านทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างก็คลุกคลีอยู่กับขยะอิเล็กทรอนิกส์ตลอดเวลา พอถอดชิ้นส่วนเสร็จ ส่วนที่ขายไม่ได้ก็นำไปกองรวมกันแล้วเผา ซึ่งอันตรายมาก ดังนั้นกรมจึงดำเนินการใน 3 เรื่อง คือ 1.ดูว่ามีใครป่วยหรือไม่ 2.หากยังไม่ป่วย ต้องมีระบบเฝ้าระวัง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางคือในบ้านที่ทำ และบ้านที่มีเด็กเล็ก และ 3.สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน โดยท้องถิ่นอำนาจตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 ออกข้อบังคับเรื่องกิจการที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ให้มีการทำลายอย่างมีมาตรฐานคือ ต้องทำเป็นหลุมที่ได้มาตรฐาน มีแผ่นพลาสติกรอง ไม่ให้สารพิษไหลลงสู่ธรรมชาติ
ด้าน นพ.สมเกียรติ ศิริรัตนพฤกษ์ นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์จะมีสารอันตรายจากกลุ่มสารโลหะหนัก ตะกั่ว แคดเมียม และอีกหลายๆ ตัว ล้วนแต่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ถ้ารับเข้าไปมากๆ ก็มีพิษเฉียบพลัน เช่นสารตะกั่วจะทำให้เด็กชัก ถ้ารับในปริมาณน้อยๆ แต่รับนานๆ ก็จะสะสมในร่างกายทำลายระบบประสาท มีภาวะซีด และอีกมาก ซึ่งจากการตรวจสุขภาพของพื้นที่ อ.ฆ้องชัย 2 ปีที่ผ่านมายังไม่พบโรคเรื้อรัง แต่มีปัญหาบาดเจ็บจากของมีคมบาด และปัญหาการได้ยินช่วงถอดชิ้นส่วนจะมีเสียงดัง อย่างไรก็ตามเท่าที่รวบรวมข้อมูลนั้นพบว่าขณะนี้ชาวบ้านมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ จึงต้องร่วมมือกับท้องถิ่นแก้ปัญหาต่อ ตอนนี้ดีขึ้น แต่ยังห่วงกลุ่มเด็กๆ ในพื้นที่ เพราะสารโลหะหนักมีผลต่อพัฒนาการของเด็ก แต่คิดว่าไม่น่าจะซ้ำรอยปัญหาของหมู่บ้านคลิตี้ จ.กาญจนบุรี เพราะที่หมู่บ้านคลิตี้ทำเป็นอุตสาหกรรมและสัมพันธ์กับแหล่งน้ำสาธารณะ ส่วนที่ฆ้องชัยจะเป็นลักษณะหมู่บ้าน ทำเป็นครัวเรือน แต่มีปัญหาเรื่องการจัดการขยะมากกว่า
“พื้นที่ที่มีความเสี่ยงหลักๆ ที่ทำอาชีพถอดชิ้นส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์ขายทั้งหมู่บ้าน คือ จ.กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี และบุรีรัมย์ ขณะนี้มีการตรวจเลือดและเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพทั้งหมด ปีนี้ก็จะมีการตรวจตะกั่วในร่างกายเพิ่ม ส่วนที่พื้นที่อื่นๆ ภูมิภาคอื่นๆ มีทำการแยกชิ้นส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์บ้าง แต่ทำกันย่อยๆ ไม่ได้ทำเป็นหมู่บ้านใหญ่โต” นพ.สมเกียรติกล่าว

