กรณีความคืบหน้าการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย สมาคมหมออนามัย มูลนิธิเครือข่ายหมออนามัย ชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ฯลฯ มาร่วมหารือถึงประเด็นการถ่ายโอนภารกิจดังกล่าว
นพ.มรุตกล่าวว่า จากการหารือของคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กกถ.) ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต.ให้กับ อปท.ต่อ ภายใต้มาตรการเดิม แต่ร่นระยะเวลาให้สั้นลง ซึ่งการถ่ายโอนต้องดูหลายอย่าง อาทิ 1.ความพร้อมของ อปท.สามารถรับ รพ.สต.ไปดูแลบริหารจัดการต่อได้หรือไม่ 2.ความพร้อมของ รพ.สต. และ 3.ความเห็นของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจากนี้จะมีการปรับปรุงการทำงานของคณะกรรมการชุดเดิม ที่มีรองนายกฯเป็นผู้ออกคำสั่ง และมี รมว.สาธารณสุขเป็นประธาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย อปท.เป็นกรรมการ โดยเน้นการมีส่วนร่วมมากขึ้น นอกจากนี้ก็จะตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุดเพื่อทำเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม หลักการคือเมื่อมีการถ่ายโอนแล้วประชาชนต้องไม่เสียผลประโยชน์ ได้รับการดูแลไม่น้อยกว่าเดิม
นพ.มรุตกล่าวว่า งานถ่ายโอน รพ.สต.เป็นเรื่องซับซ้อน ในที่ประชุมก็มีเสียงแตก อปท.บางแห่งอยากรับ บางแห่งไม่อยากรับ ส่วน รพ.สต.เอง บางแห่งอยากไป บางแห่งก็ไม่อยากไป เช่นที่ถ่ายโอนไปแล้ว 52 แห่ง จาก 9,800 แห่งนั้น บางส่วนไปแล้วก็มีการพัฒนาขึ้น บางส่วนไปแล้วก็อยากกลับเข้ามาอยู่ในการดูแลของกระทรวงสาธารณสุข แต่ปัญหาคือกลับมาไม่ได้เพราะไม่มีตำแหน่งรองรับให้ ทำให้คนทำงานลาออก ส่วน อปท.เองก็มีปัญหาหาคนมาทำงานไม่ได้ แบบนี้ประชาชนก็เสียประโยชน์ ฉะนั้นเรื่องนี้ต้องมีการศึกษาให้ดี จึงมอบสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ไปศึกษาและทบทวนการทำงานว่าควรมีอะไรบ้าง ผลที่จะเกิดกับประชาชน ผลกระทบกับ รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป เมื่อถ่ายโอนไปแล้วผลดีคืออะไร ผลเสียคืออะไร ต้องรอบคอบ เพราะเรื่องสาธารณสุขไม่ใช่แค่ผลกระทบระยะสั้น แต่มีสืบเนื่องไปในระยะยาวด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการไม่ให้ อปท.ซื้อวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าในสัตว์เป็น 2 ปี จนมาเกิดการระบาดขึ้นในปีนี้ เป็นต้น
“เรื่องนี้ต้องให้กำลังใจกัน ต้องไม่ให้ รพ.สต.เสียขวัญ เพราะแม้จะเป็นกฎหมายให้เราต้องถ่ายโอน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะผลักลูกของเราให้พ้นอกไวๆ หรือต้องมาหวงเอาไว้ แต่การถ่ายโอนต้องทำอย่างรอบคอบ มีความพร้อมทั้ง 2 ฝ่าย ประชาชนพร้อมรับ และไม่เสียประโยชน์ ซึ่งมีคนบอกว่าถ้าเข้าเกณฑ์ตามนี้ก็ให้โอนไปเลย ไม่ต้องถามความสมัครใจ แต่ถ้าเกิดปัญหาขึ้นใครจะรับผิดชอบ เรื่องนี้ต้องคุยกันต่อ” นพ.มรุตกล่าว
เมื่อถามว่ากระทรวงสาธารณสุขกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์หมอครอบครัว ซึ่งต้องใช้ รพ.สต.ขับเคลื่อนจะกระทบหรือไม่ นพ.มรุตกล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.สุขภาพปฐมภูมิ ระบุว่าให้ร่วมมือกันได้ทั้งภาครัฐและเอกชน ดังนั้นไม่น่าจะมีผลกระทบหากโอนไปแล้ว รพ.สต.นั้นยังสามารถขึ้นทะเบียนบริการปฐมภูมิของเราได้ แต่ที่เป็นห่วงคือ นโยบายต่างๆ ที่ถ่ายทอดออกไปและต้องการดำเนินการในทุกพื้นที่ จากนี้จะสามารถดำเนินการได้อย่างไร ซึ่งเป็นห่วงตรงนั้นมากกว่า
เมื่อถามต่อว่าภารกิจถ่ายโอนนี้มีนานแล้ว แต่เหมือนมาเร่งเอาช่วงนี้ ดังนั้นจำเป็นต้องทำให้เสร็จในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ นพ.มรุตกล่าวว่า เท่าที่คุยกันไม่ได้เร่งว่าต้องทำให้เสร็จในรัฐบาลนี้ แต่มีนักวิชาการบางส่วนบอกว่าให้รีบทำให้เสร็จ ส่วนกระทรวงเองไม่ได้ตั้งเป้าว่าแต่ละปีจะต้องถ่ายโอนเท่าไหร่ เพราะเรื่องนี้ต้องรอบคอบ สิ่งสำคัญเมื่อถ่ายโอนไปแล้วประชาชนได้ประโยชน์ ประเทศชาติไม่เสียประโยชน์
ผู้สื่อข่าวถามถึงผลการศึกษาของ สวรส.ว่าสามารถเปิดเผยได้หรือไม่ นพ.มรุตกล่าวว่า ขอเวลารวบรวมผลการศึกษาดังกล่าวก่อน

