เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. พล.ต.อ.ชินทัต มีศุข ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. และนายวันชัย ถนอมศักดิ์ รองปลัด กทม. ลงพื้นที่ตรวจเรือดับเพลิง ขนาด 38 ฟุต จำนวน 12 ลำ จากทั้งหมด 30 ลำ ที่เคลื่อนย้ายจากบริษัท ซีทโบ๊ต จำกัด อ.บางละมุง จ.ชลบุรี มายังสถานีดับเพลิงสามเสน (กองปฎิบัติการดับเพลิง 3) ซึ่งเป็นเรือดับเพลิงในคดีทุจริตการซื้อรถและเรือดับเพลิง มูลค่า 6,687 ล้านบาท ระหว่าง กทม.และบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์รซอยก์ จำกัด ประเทศออสเตรีย ทั้งนี้ พล.ต.อ.อัศวิน ได้นำพวงมาลัยสักการะสิ่งศักดิ์ประจำเรือ เพื่อความเป็นสิริมงคล

พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า กทม.ลงนามสัญญาซื้อขายรถและเรือดับเพลิง เมื่อปี 2546 ก่อนอดีตผู้ว่าฯ กทม.ยื่นฟ้องบริษัท สไตเออร์ฯ ต่ออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายและเรียกเงินที่จ่ายไปคืนทั้งหมด ตามคำสั่งของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2557 อนุญาโตตุลาการฯ มีคำชี้ขาดสิ้นสุดให้เป็นกรรมสิทธิ์ของ กทม. ซึ่งรถดับเพลิงที่จอดอยู่ที่โกดังสินค้าของบริษัท เทพยนต์ แอโรโมทีฟ อินดัสทรีส์ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี จำนวน 176 คัน บางส่วน กทม.นำออกมาซ่อมแซมแล้ว และรถดับเพลิงอีกส่วนที่จอดไว้บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง บริษัท นามยงค์ เทอมินัล จำกัด (มหาชน) อยู่ระหว่างเจรจาไกล่เกลี่ยการชำระค่าฝาก เพื่อขอนำรถออกมาซ่อมแซมใช้บรรเทาสาธารณภัย แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป สำหรับเรือจำนวน 30 ลำ พร้อมอุปกรณ์ที่จอดไว้ที่บริษัท ซีทโบ๊ตฯ เดิมจะให้ กทม.ชำระค่าจอด แต่ได้มีการไกล่เกลี่ยร่วมกันหลายครั้ง เพื่อนำรถออกมาตรวจสภาพเข้าสู่กระบวนการซ่อมแซม กระทั่งได้รับการยกเว้นค่าจอดเรือ และให้ กทม.ทำการขนย้าย

พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวอีกว่า ต่อมา กทม.ได้ว่าจ้างบริษัท ปาล์มแอนด์ที จำกัด วงเงิน 1.5 ล้านบาท ทำการขนย้ายด้วยวิธีทางบก ระหว่างวันที่ 4-8 มิถุนายน ขนย้ายวันละ 6 ลำ เพื่อนำมาเก็บที่สถานีดับเพลิง กทม. ปัจจุบันสามารถขนย้ายได้ 12 ลำ นอกจากนี้ มอบหมายให้นายสกลธี และนายวันชัย ศึกษารายละเอียดในการตั้งชื่อเรือเช่นเดียวกับการตั้งชื่อเรือต่างๆ จากนั้นจะทำการซ่อมแซมให้เรียบร้อย โดย กทม.จะซ่อมแซมเท่าที่จำเป็นก่อนนำไปใช้งานในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม อาทิ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช สถานีดับเพลิงที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ใช้ประจำการพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาในเขตของ กทม. ตั้งแต่พื้นที่ติดต่อกับ จ.นนทบุรี จนถึง จ.สมุทรปราการ เป็นต้น ซึ่งคาดว่ามีความจำเป็นต้องใช้งานเรือดับเพลิง 12 ลำ
“ส่วนที่เหลือจะนำเรื่องหารือกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) เพื่อทำข้อตกลงกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ให้นำเรือดับเพลิงไปใช้ตามจังหวัดต่างๆ ที่มีความจำเป็นและมีพื้นที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น จ.สมุทรปราการ จ.ปทุมธานี จ.นนทบุรี จ.พระนครศรีอยุธยา จ.อ่างทอง จ.สิงห์บุรี จ.ชัยนาท จ.นครสวรรค์ รวมถึงจังหวัดที่มีพื้นที่ติดกับแม่น้ำโขง เพราะ กทม.ไม่สามารถนำเรือดับเพลิงทั้ง 30 ลำ มาใช้ในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ เนื่องจากกายภาพไม่เหมาะสม คูคลอง กทม.ค่อนข้างคับแคบ จึงไม่อยากให้สูญเสียผลประโยชน์” พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวและว่า กทม.ได้ตั้งงบประมาณสำหรับซ่อมแซมเรือลำละไม่เกิน 800,000 บาท เนื่องจากจอดทิ้งไว้เกือบ 10 ปี อุปกรณ์บางส่วนจึงชำรุดเสียหาย อาทิ อะไหล่ ชิ้นส่วนประเภทยาง ระบบหล่อเย็น คาดจะทยอยซ่อมแซมให้แล้วเสร็จก่อน 12 ลำ ภายในเดือนกันยายนนี้

ผู้สื่อข่าวถามถึงผลพวงจากการทุจริตในอดีตส่งผลถึงปัจจุบันอย่างไร พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า ปัจจุบันคดีดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด คดียังอยู่ระหว่างการฟ้องร้องเรียกค่าหายทางแพ่งและพาณิชย์กับผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริต 6-7 ราย ซึ่งกระบวนยุติธรรม กทม.ไม่สามารถไปก้าวล่วงได้ เพราะศาลยังไม่ได้ชี้ว่าแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบจ่ายค่าเสียหายจำนวนเท่าใด
ด้านนายประยูร ครองยศ รองผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวถึงความยากง่ายการไกล่เกลี่ย เพื่อขอนำเรือดับเพลิงออกมาซ่อมแซม ว่า ผู้บริหารกทม.และสำนักป้องกันฯ ได้ร่วมเจรจากับบริษัท ซีทโบ๊ตฯ รวม 6 ครั้ง พร้อมลงพื้นที่ไปสำรวจและติดตามยังสถานที่จัดเก็บเรือยัง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เดิมจะให้ กทม.ชำระค่าจอด จึงชี้แจงว่าการเก็บรักษาไว้นั้นเป็นการช่วยเหลือทางราชการ เพราะกทม.มีเพียงงบประมาณจ้างต่อเรือ แต่ค่าฝากจอดเรือไม่เคยปรากฎมาก่อน ในที่สุดบริษัท ซีทโบ๊ทฯ ยินยอมให้ กทม.นำเรือกลับมาซ่อมแซม โดยบริษัทที่ว่าจ้างใช้เวลาขนย้ายตั้งแต่ 22.00 น. เป็นต้นไป เพื่อไม่ให้กระทบการจราจร จากการตรวจสภาพเรือเบื้องต้น พบเครื่องยนต์และโครงสร้างสามารถใช้งานได้ มีเพียงอะไหล่บางส่วนที่ชำรุด โดยเรือดับเพลิงจะใช้เจ้าหน้าที่ประจำเรือ รวม 7 คน ซึ่ง กทม.มีเจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญคอยปฎิบัติภารกิจอยู่แล้ว

