เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 7 เมษายน ที่ป้ายรถประจำทางหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กคิงบางใหญ่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ทหารจากพล.ปตอ.6 ร่วมกับพล.ม.2 รอ.นำกำลังกว่า 30 นาย ลงพื้นที่เข้าจับวินรถสองแถวเถื่อน สามารถจับกุมรถได้ทั้งหมด 19 คัน เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังวินรถสองแถวเถื่อน
พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ คสช. กล่าวว่าที่นำกำลังเข้าจับกุมวินรถสองแถวเพราะได้รับการร้องเรียนจากผู้ได้รับสัมปทานเดินรถสองแถวที่ได้รับอนุญาตจากทางเจ้าหน้าที่ขนส่งจังหวัดนนทบุรี ว่ามีรถสองแถวเถื่อนที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้ามาวิ่งรถทับเส้นทางและยังมีการข่มขู่เจ้าของสัมปทานเดินรถที่ถูกต้อง หลังจากรับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาลงพื้นที่ตรวจสอบก็พบว่ามีรถสองแถวเถื่อนที่ไม่ได้รับอนุญาตวิ่งทับเส้นทางจริง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยศระดับสารวัตรและอดีตกำนันในพื้นที่เป็นเจ้าของรถและอยู่เบื้องหลังทั้งหมด ซึ่งหลังจากนี้จะสอบสวนขยายผลและจะใช้กฎหมายตามคำสั่งคสช.ข้อที่ 13 การเรียกรับผลประโยชน์จากรถรับจ้างเข้าข่ายผู้มีอิทธิพล ซึ่งรถและคนขับที่จับได้ในวันนี้จะส่งตัวให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.บางใหญ่ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ด้านนายสมศักดิ์ รอดโรคะ อายุ 51 ปี หนึ่งในคนขับรถสองแถวที่ถูกจับกุม เล่าว่าพวกตนที่ถูกจับเป็นเพียงแค่คนที่เช่ารถเขามาขับรายวัน โดยไม่รู้ว่าเส้นทางหรือสัมปทานรถเป็นมาอย่างไร ใครเป็นเจ้าของ ซึ่งในแต่ละวันตนต้องจ่ายค่าเช่ารถวันละ 300 บาทโดยผู้ให้เช่ารถได้ให้เอกสารให้กับพวกตนคนละแผ่นพร้อมบอกว่าหากโดนเจ้าหน้าที่จับกุมให้แสดงใบเอกสารดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่ดู ซึ่งตลอดเวลาที่ขับรถก็ยังไม่เคยถูกเจ้าหน้าที่จับกุมแต่อย่างใด
ต่อมานายวัฒนาพงษ์ มาเกิด อายุ 64 ปี อดีตกำนันอำเภอบางกรวยและเป็นเจ้าของสัมปทานเดินรถสองแถวที่ถูกจับกุม ได้เดินทางมาพบกับเจ้าหน้าที่ทหารพร้อมกับยอมรับว่ารถสองแถวที่ถูกจับในวันนี้ได้ทำผิดจริง แต่ว่าสัมปทานเดินรถของเจ้าอื่นก็ผิดเหมือนกันอยากให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจสอบและจับกุมด้วย เพื่อจะได้ไม่ถูกมองว่าสองมาตรฐาน ส่วนที่มีการกล่าวหาว่าตนเป็นผู้มีอิทธิพลนั้น ตนขอปฏิเสธเพราะว่าตนทำเรื่องขออนุญาตการเดินรถในเส้นทางดังกล่าวไปที่ขนส่งจังหวัดนนทบุรีแล้วโดยมีเอกสารยืนยันเพียงแต่รอการอนุญาตเป็นทางการจึงได้ให้คนขับนำรถเข้ามาวิ่งเพื่อบริการประชาชนไปก่อนและไม่คิดว่าจะมีความผิดจนกระทั่งถูกมองว่าเป็นผู้มีอิทธิพลไป

