เปิดตัวแอพพ์ ‘อี-ทรี (E-Tree)’ คำนวณการเติบโตของต้นไม้

11.06.18 | 14:35 น.

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน น.ส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กรมป่าไม้ได้ปฏิรูปแนวทางการปลูกไม้เศรษฐกิจ โดยกรมป่าไม้ได้สร้างแอพพลิเคชั่น “อี-ทรี (E-Tree)” ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรไทยหันมาปลูกไม้เศรษฐกิจ โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดและใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ทั้งระบบแอนดรอยด์ ระบบไอโอเอส และผ่านทางเว็บไซต์ของกรมป่าไม้ได้ ซึ่งการทำงานของแอพพ์อี-ทรี จะช่วยคำนวณการเจริญเติบโตของต้นไม้ โดยเฉพาะปริมาตรเนื้อไม้ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ประชาชนที่สนใจปลูกไม้เศรษฐกิจสามารถเข้าไปลงทะเบียนใช้งาน โดยยืนยันสถานะตัวบุคคลพร้อมทั้งปักหมุดขอบเขตแปลงปลูก และตำแหน่งของต้นไม้ผ่านแอพพ์ดังกล่าว จากนั้นระบบจะให้ผู้ใช้กรอกรายละเอียดการเติบโตของต้นไม้ เป็นประจำทุกปี เช่น ความสูง เส้นรอบวง เป็นต้น ระบบจะคำนวณพร้อมทั้งแสดงผลปริมาตรของเนื้อไม้ดังกล่าวให้ผู้ใช้ทราบ

น.ส.สุทธิลักษณ์กล่าวต่อไปว่า ประโยชน์ของอี-ทรี คือ 1.ข้อมูลจากการลงชื่อใช้ระบบสำรวจแปลงข้อมูลและข้อมูลไม้เศรษฐกิจที่ต้องการปลูก จะช่วยทำให้ทราบพื้นที่ที่มีการปลูกไม้เพิ่มขึ้น 2.แปลงพื้นที่ปลูกไม้และไม้ที่ได้ทำการลงข้อมูลจะอยู่ในระบบจนกว่าไม้จะถูกตัดขายหรือนำไปใช้ประโยชน์ โดยประชาชนจะมีรายได้ในช่วงระหว่างการปลูกบำรุงเช่นเดียวกับการปลูกพืชอายุสั้นจากแหล่งเงินทุน ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน นักลงทุนต่างประเทศและโครงการคาร์บอนเครดิตต่างๆ สามารถให้เจ้าของทุนทำสัญญากับเกษตรกรโดยตรงผ่านการประสานงานของสำนักรับรองการป่าไม้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการทำการเกษตรแบบ ทำสัญญาการซื้อขายล่วงหน้า การให้นักลงทุนเช่าที่ดินของประชาชนปลูกไม้มีค่าและให้เป็นผู้ดูแล ตามรูปแบบของธนาคารหรือรูปแบบใหม่ที่นักลงทุนเสนอ และ 3.เมื่อไม้มีขนาดใหญ่ต้องการส่งออก แน่นอนว่าจะได้ราคาสูงกว่าขายภายในประเทศ เพราะระบบอี-ทรี สามารถเชื่อมต่อระบบข้อมูลหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออก ขอใบอนุญาต ใบรับรองและติดต่อสื่อสารระหว่างภาคธุรกิจผ่านระบบ NSW (National Single Window) ทำให้ประชาชนสามารถส่งออกไม้ได้สะดวกและลดขั้นตอน อีกทั้งยังช่วยป้องกันการตัดไม้สวมตอ เพราะสามารถทราบแหล่งที่มาและสืบค้นกลับถึงแหล่งที่มาถือเป็นการรับรองการส่งออกไม้ไปยังต่างประเทศได้รวมทั้งทราบถึงข้อมูลสต๊อกไม้ เพราะเมื่อประชาชนทำสัญญากับผู้ให้ทุน จะต้องระบุการเจริญเติบโตของไม้ ปริมาตรเนื้อไม้สามารถนำไปคำนวณปริมาณการกักเก็บคาร์บอนได้และนำไปคำนวณเป็นราคาการขายคาร์บอนเครดิตได้ ปีต่อไปปริมาณกักเก็บคาร์บอนจะเพิ่มขึ้นเพราะไม้มีการเจริญเติบโตขึ้นทำให้ขายคาร์บอนเครดิตได้เพิ่มขึ้นด้วย

“ขณะนี้รัฐบาลกำลังพิจารณายกเลิกไม้หวงห้ามทุกชนิดในที่ดินกรรมสิทธิ์ของประชาชนจะครอบครอง เพื่อค้าและใช้สอยได้อย่างอิสระ ยิ่งช่วยให้ประชาชนมีแรงบันดาลใจปลูกไม้เศรษฐกิจและสร้างรายได้ผ่านระบบอี-ทรีต่อไป” น.ส.สุทธิลักษณ์กล่าว