กระทรวงแรงงานได้ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานประมงทะเล พบว่า ล่าสุดมีผู้ประกอบการใน 22 จังหวัดติดทะเลยื่นความต้องการนำเข้าแรงงานแล้ว 12,868 คน
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 กันยายน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมติดตามแนวทางการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคประมงทะเล โดยมี นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน นายวิวัฒน์ ตังหงษ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมประมง กรมการปกครอง กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เป็นต้น เข้าร่วม
พล.ต.อ.อดุลย์ แถลงว่า ได้สั่งการจัดหางาน 22 จังหวัดติดทะเลติดตามนายจ้างผู้ประกอบการประมงทะเลแบบเคาะประตูบ้าน เพื่อให้รีบพาแรงงานต่างด้าวตามมาตรา 83 พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประมง พ.ศ.2558 ที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติมาดำเนินการขยายระยะเวลาการทำงานที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ หรือศูนย์โอเอสเอส ใน 22 จังหวัดติดทะเลโดยเร็ว พร้อมให้จัดทำแผนและกำหนดนัดให้นายจ้างนำแรงงานมาดำเนินการภายในกำหนด ทั้งยังขอให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเร่งรัดประชาสัมพันธ์ ซึ่งขณะนี้มีแรงงานต่างด้าวประมงมาขยายระยะเวลาการทำงานแล้ว จำนวน 1,421 คน เป็นกัมพูชา 917 คน ลาว 25 คน
พม่า 479 คน โดย จ.สงขลา ดำเนินการมากที่สุด รองลงมา จ.ปัตตานี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.สมุทรปราการ และ จ.ชุมพร โดยระยะเวลาการอยู่และทำงานในราชอาณาจักร 2 ปี ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 อนุญาตครั้งละ 1 ปี ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม – วันที่ 30 กันยายนนี้
“สำหรับการนำเข้าแรงงานตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) นั้น ขณะนี้มีนายจ้างผู้ประกอบการประมงทะเลยื่นความต้องการนำเข้าแรงงานแล้ว จำนวน 12,868 คน เป็นกัมพูชา 7,386 คน ลาว 352 คน พม่า 5,006 คน ส่วนความคืบหน้าการจัดตั้งศูนย์แรกรับเข้าทำงานและสิ้นสุดการจ้าง คาดว่าสามารถรองรับแรงงานพม่าที่จะเดินทางเข้ามาทำงานทันภายในกำหนด ขณะเดียวกันได้มีการหารือกับทุกหน่วยที่ร่วมดำเนินการในศูนย์โอเอสเอสในระดับพื้นที่แล้ว ประกอบด้วย ตม. กรมการปกครอง และ กกจ.” พล.ต.อ.อดุลย์กล่าว
นอกจากนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ แถลงว่า ในส่วนของแรงงานต่างด้าวที่ถือหนังสือเดินทาง หนังสือเดินทางชั่วคราว เอกสารรับรองบุคคล เอกสารการเดินทาง ซึ่งเอกสารดังกล่าวยังไม่หมดอายุ อยู่ในราชอาณาจักรเพื่อทำงานในกิจการประมงทะเลเป็นเวลา 1 ปี โดยใช้หนังสือคนประจำเรือ (Seabook) เป็นใบอนุญาตทำงานนั้น กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว พม่า อยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลา 1 ปี เพื่อทำงานประมงทะเล โดยใช้หนังสือคนประจำเรือเป็นใบอนุญาตทำงาน
“ส่วนความคืบหน้าการอนุญาตให้แรงงานเวียดนามที่ลักลอบทำงานในประเทศไทยเดินทางกลับออกไปนอกราชอาณาจักรและหากประสงค์จะทำงานให้กลับเข้ามาตามเอ็มโอยู โดยเพิ่มประเภทงานให้ทำงานรับใช้ในบ้าน และงานกรรมกรในทุกกิจการเช่นเดียวกับแรงงาน 3 สัญชาตินั้น ผู้แทนกระทรวงแรงงานจะได้เดินทางไปเยือนเวียดนามเพื่อประชุมหารือแนวทางการดำเนินการเพื่อเห็นชอบร่วมกันประมาณกลางเดือนกันยายนนี้” พล.ต.อ.อดุลย์กล่าว

ทางด้าน นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU Fishing) ว่าได้ประกาศใช้กฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองแรงงานในกิจการประมงทะเลให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เช่น การกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในอัตรารายเดือนโดยจ่ายไม่น้อยกว่าเดือนละครั้ง กำหนดให้นายจ้างซึ่งทำการประมงนอกน่านน้ำไทยจัดให้มีอุปกรณ์หรือระบบการสื่อสารรับส่งข้อความผ่านดาวเทียม เพื่อให้ลูกจ้างสามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่
หรือหน่วยงานของรัฐ สามี ภรรยา หรือญาติ ได้ตลอดเวลาโดยนายจ้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย รวมถึง
การกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างค่าตอบแทนให้กับลูกจ้างโดยวิธีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร โดยนายจ้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการโอนเงิน เป็นต้น นอกจากนี้ กสร.ได้แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการคุ้มครองแรงงานในกิจการประมงทะเล ประกอบด้วย ผู้แทนจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการปฏิบัติตามกฎหมายให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น
“ล่าสุด กสร.ได้จัดอบรมแนวทางการตรวจและการดำเนินคดีตามระเบียบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานว่าด้วยการตรวจแรงงานและการดำเนินคดีอาญาผู้กระทำความผิด ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล พ.ศ.2561 ให้แก่สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด และนิติกรในพื้นที่ 22 จังหวัดติดชายทะเล รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีแนวทางปฏิบัติงานตรวจแรงงาน สร้างความเข้าใจแก่นายจ้างเจ้าของเรือให้สามารถปฏิบัติตามแนวทางที่กฎหมายกำหนดได้อย่างถูกต้อง” นายอนันต์ชัยกล่าว

