
ภาพวาฬนำร่องครีบสั้นเกยตื้นที่ปากคลองนาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา เมื่อ 3 เดือนก่อน ในกระเพาะอาหารเต็มไปด้วยถุงพลาสติกกว่า 80 ชิ้น กระแทกใจผู้พบเห็นอย่างมาก
ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่เพียงเกิดกับวาฬ ยังมีเต่าทะเล โลมา พะยูน กระทั่งนกทะเลอีกราว 1 ล้านตัวที่ต้องตายจากการกินพลาสติก
ตัวเลขสถิติประเทศไทยที่มีปริมาณขยะในทะเลมากเป็นอันดับ 6 ของโลก ถูกนำมาอ้างอิงบ่อยครั้ง กระทุ้งเตือนให้ผู้บริโภคต้องตระหนักถึงปัญหาของขยะพลาสติกที่กว่าจะย่อยสลายใช้เวลานานนับร้อยปี
ในแต่ละปีทั่วโลกมีการใช้ถุงพลาสติกมากถึง 5 แสนล้านใบ ครึ่งหนึ่งของพลาสติกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือ พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) จึงหยิบยกปัญหาขยะพลาสติกเป็นประเด็นหลักในการรณรงค์เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกในปีนี้
ทว่า แค่มือเดียว เสียงเดียว หน่วยงานเดียว แรงกระเพื่อมไม่เกิด มูลนิธิเอ็นไลฟ จึงจับมือเครือข่ายสิบทิศ เชิญชวนหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมทำกิจกรรมเพื่อรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด


ล่าสุด ในงาน “Good Society Expo 2018 เทศกาลทำดีหวังผล” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 กันยายน 2561 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พาวิลเลียนสิ่งแวดล้อม ชูประเด็น “การลดใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน” เริ่มจากการใช้ “แก้ว/กระติกน้ำประจำตัว”
พร้อมกันนี้ ขนเอาไอเดีย นวัตกรรมทั้งหลาย เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการบริโภคในปัจจุบันที่อยู่บนความ “สะดวกซื้อสะดวกใช้” โดยมีคีย์เมสเซสว่า “มาร่วมกันปลูกต้นไม้ ด้วยการลดการใช้พลาสติกในมือคุณ”
ไม่ต้องเป็นซุปเปอร์แมนก็ช่วยโลกได้
สุรเดช บุณยวัฒน รองประธานกรรมการ มูลนิธิเอ็นไลฟ เล่าให้ฟังว่า ทุกปีมูลนิธิคนไทยจะชวนภาคีภาคสังคมมาจัดงานด้วยกัน โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจะมีการแบ่งการทำงานกันชัดเจนเป็นพาวิลเลียน ซึ่งปีนี้มีทั้งหมด 11 โซน อาทิ พาวิลเลียนสิ่งแวดล้อม การศึกษา สุขภาพ ผู้สูงอายุ ฯลฯ โดยในกลุ่มหนึ่งๆ จะมีมูลนิธิที่ทำงานเรื่องสังคมอยู่แล้วมารวมตัวกัน

เป้าหมายคือ เพื่อให้ช่องทางการลงมือแก้ปัญหาสังคมแก่ประชาชน พร้อมไปกับการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถขององค์กรเพื่อสังคมให้มีโอกาสได้ขยายผลโครงการแก้ปัญหาสังคมร่วมกัน โดยสารหลักของงานในปีนี้เป็น “ทำดีหวังผลเริ่มต้นที่เรา” ตอกย้ำว่า คนไทยทุกคนในสังคมก็สามารถมีส่วนร่วมแก้ปัญหาสังคม หรือเป็น “Active Citizen” ได้
สุรเดชบอกอีกว่า ปีที่แล้วเราทำเรื่องต้นไม้ เรื่องสิ่งแวดล้อมจากบนเขาไปถึงทะเล ว่าได้รับผลกระทบอย่างไร เราควรจะทำอะไรบ้าง มาปีนี้เรามองว่าเรื่องใหญ่ๆ มีเรื่องวาฬที่มาเกยตื้นในท้องเต็มไปด้วยถุงพลาสติก เป็นเรื่องสลดใจมากและจึงเห็นว่าควรรณรงค์เรื่องนี้
“เรื่องขยะจริงๆ แล้วเป็นปัญหาเรื้อรังในประเทศเรามานาน เราจึงคิดกันว่าน่าจะชวนคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาคุยกัน เลยไปชวน กทม.มา เพราะ กทม.เป็นโจทก์ใหญ่เรื่องขยะให้ กทม.มาเล่า และเชิญพีทีที โกลบอล ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องพลาสติก และทำไบโอพลาสติกหลายอย่าง เป็นอีกทางออกของการรณรงค์ลดขยะพลาสติกให้น้อยลง และอีกจำเลยคือ เซเว่นอีเลฟเว่น มาบอกเล่าโครงการลดการใช้ถุงพลาสติกในสถานศึกษาร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย”
ณ วันนี้จะเห็นว่าสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน สภาพอากาศเปลี่ยน ไม่ใช่แค่ในระดับประเทศ แต่เป็นระดับโลก ถามว่าการลุกขึ้นมารณรงค์เรื่องขยะตอนนี้ทันไหม สุรเดชบอกว่า ถ้าเราได้เริ่มลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้ อีก 3-5 ปีก็จะเห็นว่ามันทำได้จริง เราอยากให้คนจำและนำไปทำต่อ
“สิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดและทำได้เลยในตอนนี้ คือเรื่องขยะ แต่สิ่งเหล่านี้มันหมักหมมมาไม่รู้กี่สิบปี เราจะคาดหวังว่ามันจะสามารถเปลี่ยนได้ในทันทีเป็นเรื่องยาก อย่างที่เห็นวันนี้เซเว่นอีเลฟเว่นเริ่มไปทำภาคีกับมหาวิทยาลัยแล้ว ซึ่งต่อไปออฟฟิศต่างๆ ต้องเลิกใช้ถุงพลาสติกด้วย ไม่อย่างนั้นเราจะลดขยะอย่างไร รวมทั้งการแยกขยะให้ชัดเจนด้วย”
“ผมคิดไม่ออกว่ามันจะยับยั้งโลกร้อนได้มากแค่ไหน แต่ถ้าทุกคนออกมาทำกันคนละนิดละหน่อย ผมว่ามันมีผลแน่นอน”
Reduce Reuse Recycle
ลดพลาสติกตั้งแต่วันนี้
แค่ใช้ “ถุงพลาสติก” ขนาด 16 นิ้ว วันละ 3 ถุง เดือนละแค่ 90 ถุง ปีหนึ่งตก 1,080 ถุง แต่ถ้าเอาถุงพลาสติกที่คนไทยทั้งประเทศมาเรียงต่อกันจะได้ระยะทางเท่ากับกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ถึง 42,251 เที่ยว!
ยังมีพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งอีกมากมาย โดยเฉพาะหลอดพลาสติก ที่ตกเป็นโจทก์ของสังคมขณะนี้ ต้นเหตุของขยะจำนวนมากที่วันนี้ขยะเหล่านี้กำลังย้อนกลับมาหาเรา
การใช้กระติกน้ำ/แก้วส่วนตัว นอกจากช่วยลดการใช้หลอด ยังเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุด เพราะไม่ใช่แค่ “ลด” ขยะพลาสติก แต่เป็นการ “ไม่สร้าง” ขยะพลาสติก เท่ากับเรามีส่วนช่วยปลูกต้นไม้ให้กับโลกใบนี้
แล้วขยะพลาสติกเชื่อมโยงกับการปลูกต้นไม้อย่างไร?


จรัญพร เลิศสหกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีน สไตล์ จำกัด อธิบายให้ฟังว่า เนื่องจากต้นไม้ 1 ต้นสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกได้ 9 กก.โดยใช้เวลา 1 ปี
“สมมุติว่าใน 1 วัน เราดื่มน้ำ 4 ขวด 1 เดือน 120 ขวด ถ้าเราใช้กระติกน้ำแทนขวดพลาสติกใน 1 เดือน เท่ากับเราช่วยปลูกต้นไม้อายุ 10 ปี 1 ต้น” และว่า
เราสามารถลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกในชีวิตประจำได้ตั้งแต่ตื่นนอน เช่น ปิดแอร์เร็วขึ้น 1 ชม. ปิดไฟดวงที่ไม่ได้ใช้ เพราะกิจกรรมของเราทุกกิจกรรมสร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทั้งหมด อาบน้ำ แปรงฟัน ใช้น้ำน้อยลง ฯลฯ ซึ่งไม่เพียงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยังลดค่าใช้จ่ายในกระเป๋าได้อีกด้วย
นอกจากใช้กระติกน้ำ อีกวิธีการที่ทำได้ง่ายๆ คือทุกครั้งที่ไปจ่ายตลาด ซื้อผัก ผลไม้ กับข้าว ฯลฯ แทนจะใส่ถุงพลาสติก การใช้ถุงตาข่าย (ก่อนใส่ถุงผ้าอีกครั้ง) เป็นอีกทางเลือก เพราะตัวถุงตาข่ายสามารถซักได้ ไม่ต้องกลัวเลอะถุงผ้า
หรือถ้าจำเป็นต้องใช้พลาสติกก็ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยการใช้ซ้ำหลายๆ ครั้ง แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูที่ความสะอาดด้วย
Ecobricks
สร้างบ้านดินด้วยขยะพลาสติก
เป็นเครือข่ายจิตอาสาใหม่เอี่ยมที่เข้ามาร่วมงานในปีนี้ “ผึ้งน้อยนักสู้” เพจที่ชักชวนให้ทุกคนดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยวิธีการต่างๆ
หนึ่งในวิธีการเหล่านั้นคือ การเก็บขยะพลาสติกชิ้นเล็กชิ้นน้อย เช่น ถุงขนม ซองกาแฟ หลอด ฉลากขวดน้ำ ถุงพลาสติก กล่องโฟม ฯลฯ มาอัดแน่นในขวดน้ำดื่ม แปร “ขวดพลาสติกอิฐ” (Ecobricks) เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอาคาร เช่นที่โรงเรียน Bamboo School ที่ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี นำขวดอีโค่บริคส์มาสร้างห้องสมุด

ภัทรจารีย์ นักสร้างสรรค์ หรือ “น้านิด-ผึ้งน้อย” เมื่อ 20 กว่าปีก่อน วันนี้ยังคงทำหน้าที่ให้ความรู้แก่เด็กๆ ตามโรงเรียน บอกว่า มาร่วมงานนี้ตามคำชวนของ “ป้าแก้ว-เครือแก้ว คุณะวัฒนา” จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ซึ่งเป็นจิตอาสาเจ้าประจำของงาน มาช่วยเรื่องทำอีโค่บริคส์
“การทำอีโค่บริคส์ได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘แทรช ฮีโร่’ กลุ่มจิตอาสาที่ไปเก็บขยะริมทะเล ทำให้เห็นว่าเราสามารถลดขยะได้ด้วยตนเอง โดยตัวเองเริ่มทำก่อนแล้วรู้เลยว่ากระบวนการเรียนรู้ ความรับผิดชอบมันเกิดจากขยะแต่ละชิ้นที่เราใส่เข้าไปในขวด ทีนี้เวลาที่เราออกนอกบ้านเราก็จะเก็บขยะของเราใส่กระเป๋ากลับมาด้วย เพราะรู้ว่าเราสามารถทำให้ขยะทุกชิ้นมีค่าได้”
ภัทรจารีย์บอกอีกว่า ตอนนี้โครงการบ้านดินพอดี ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยวางแผนจะใช้อีโค่บริคส์สร้างบ้าน กำลังอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมขวดอีโค่บริคส์อยู่ ซึ่งถ้าใครสนใจสามารถติดต่อได้ผ่านทางเพจผึ้งน้อยนักสู้
“พูดถึงสถานการณ์ของสิ่งแวด ล้อมในปัจจุบันถ้าเรามองอย่างลบ มันแย่มาก มนุษย์เราเห็นแก่ความสบาย แล้วก็ยังไม่ยอมรับความจริง อย่างไขมันทรานส์ เรารู้ว่าไม่ดีต่อสุขภาพ แต่บอกว่าอีก 3 ปีเลิก เราห่วงธุรกิจ ห่วงเงิน แต่อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่า พลังความดีมันจะงอกงามได้ ถ้าเราร่วมมือกันทั้งโลก แล้วเรื่องอย่างนี้มันช่วยกันได้ ไม่ต้องคิดมาก”
ปลูกต้นไม้ต้องได้ต้นไม้
“เทศกาลทำดีหวังผล” เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาหมาดๆ การรณรงค์ลดการใช้พลาสติก เช่น ด้วยการตั้งตู้น้ำดื่มให้ทุกคนสามารถพกกระติกน้ำส่วนตัวมาเติมได้ตลอดเวลา ฯลฯ ใน 4 วันของการจัดงานจะสามารถช่วยปลูกต้นไม้ได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ตัวเลข” เท่านั้น

กิติยา โสภณพนิช เลขาธิการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ หนึ่งใน 6 ภาคีของงาน ซึ่งทำเรื่องการปลูกป่าปลูกต้นไม้มา 32 ปีแล้ว บอกว่าจะนำตัวเลขของ “ต้นไม้” เหล่านั้นมาเป็นการบ้าน แล้วพาจิตอาสาทั้งหมดลงพื้นที่ไปปลูกจริงที่กาญจนบุรี
“เราภาคีทั้งหกของงานนี้คุยกันว่าเราไม่อยากให้ทุกอย่างจบแค่ภายใน 4 วันของการจัดงานในปีนี้แล้วไปเริ่มอีกครั้งในปีหน้า แต่อยากให้มีกิจกรรมทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
“พอดีว่ามูลนิธิเอ็นไลฟมีพื้นที่ที่ จ.ปราจีนบุรี ชวนชาวบ้านไปทำ ‘ป่าครอบครัว’ ปลูกป่าปลูกผักตั้งแต่ปีที่แล้ว ประจวบกับ ‘กรีน สไตล์’ ซึ่งช่วยเชื่อมโยงข้อมูลการลดใช้พลาสติกกับการปลูกต้นไม้ เราจึงคิดกันว่า หลังจากจบงานนี้เราจะไปปลูกต้นไม้เท่าจำนวนที่เราสามารถลดการใช้พลาสติกในงานนี้เลยที่ปราจีนบุรี เราอยากให้เขาได้ต่อยอดและได้ทำจริง” กิติยาบอก
เพราะคนไทยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมแก้ปัญหาสังคมได้ มาเริ่มต้นพกกระติกกันเสียแต่วันนี้
