#Yes กระติก No พลาสติก ปฏิบัติการกู้โลกของคนตัวเล็ก

17.09.18 | 19:07 น.
"Dead Whale" ประติมากรรมเหมือนจริงรูปวาฬสีน้ำเงินขนาด 7-10 ฟุต เกยตื้นริมหาดหน้า Sea Side Beach Resort เมือง Cavite ประเทศฟิลิปปินส์ผลงานกลุ่ม Green peace ร่วมกับ Dentsu Jayme Syfu ฟิลิปปินส์ (ภาพจาก asianetnews.com)

ภาพวาฬนำร่องครีบสั้นเกยตื้นที่ปากคลองนาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา เมื่อ 3 เดือนก่อน ในกระเพาะอาหารเต็มไปด้วยถุงพลาสติกกว่า 80 ชิ้น กระแทกใจผู้พบเห็นอย่างมาก

ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่เพียงเกิดกับวาฬ ยังมีเต่าทะเล โลมา พะยูน กระทั่งนกทะเลอีกราว 1 ล้านตัวที่ต้องตายจากการกินพลาสติก

ตัวเลขสถิติประเทศไทยที่มีปริมาณขยะในทะเลมากเป็นอันดับ 6 ของโลก ถูกนำมาอ้างอิงบ่อยครั้ง กระทุ้งเตือนให้ผู้บริโภคต้องตระหนักถึงปัญหาของขยะพลาสติกที่กว่าจะย่อยสลายใช้เวลานานนับร้อยปี

ในแต่ละปีทั่วโลกมีการใช้ถุงพลาสติกมากถึง 5 แสนล้านใบ ครึ่งหนึ่งของพลาสติกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือ พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) จึงหยิบยกปัญหาขยะพลาสติกเป็นประเด็นหลักในการรณรงค์เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกในปีนี้

ทว่า แค่มือเดียว เสียงเดียว หน่วยงานเดียว แรงกระเพื่อมไม่เกิด มูลนิธิเอ็นไลฟ จึงจับมือเครือข่ายสิบทิศ เชิญชวนหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมทำกิจกรรมเพื่อรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

Advertisement

เด็กๆ เรียนรู้การรีไซเคิลขวดผ่านตู้อัตโนมัติ

ล่าสุด ในงาน “Good Society Expo 2018 เทศกาลทำดีหวังผล” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 กันยายน 2561 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พาวิลเลียนสิ่งแวดล้อม ชูประเด็น “การลดใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน” เริ่มจากการใช้ “แก้ว/กระติกน้ำประจำตัว”

พร้อมกันนี้ ขนเอาไอเดีย นวัตกรรมทั้งหลาย เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการบริโภคในปัจจุบันที่อยู่บนความ “สะดวกซื้อสะดวกใช้” โดยมีคีย์เมสเซสว่า “มาร่วมกันปลูกต้นไม้ ด้วยการลดการใช้พลาสติกในมือคุณ”

ไม่ต้องเป็นซุปเปอร์แมนก็ช่วยโลกได้

สุรเดช บุณยวัฒน รองประธานกรรมการ มูลนิธิเอ็นไลฟ เล่าให้ฟังว่า ทุกปีมูลนิธิคนไทยจะชวนภาคีภาคสังคมมาจัดงานด้วยกัน โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจะมีการแบ่งการทำงานกันชัดเจนเป็นพาวิลเลียน ซึ่งปีนี้มีทั้งหมด 11 โซน อาทิ พาวิลเลียนสิ่งแวดล้อม การศึกษา สุขภาพ ผู้สูงอายุ ฯลฯ โดยในกลุ่มหนึ่งๆ จะมีมูลนิธิที่ทำงานเรื่องสังคมอยู่แล้วมารวมตัวกัน

สุรเดช บุณยวัฒน

เป้าหมายคือ เพื่อให้ช่องทางการลงมือแก้ปัญหาสังคมแก่ประชาชน พร้อมไปกับการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถขององค์กรเพื่อสังคมให้มีโอกาสได้ขยายผลโครงการแก้ปัญหาสังคมร่วมกัน โดยสารหลักของงานในปีนี้เป็น “ทำดีหวังผลเริ่มต้นที่เรา” ตอกย้ำว่า คนไทยทุกคนในสังคมก็สามารถมีส่วนร่วมแก้ปัญหาสังคม หรือเป็น “Active Citizen” ได้

สุรเดชบอกอีกว่า ปีที่แล้วเราทำเรื่องต้นไม้ เรื่องสิ่งแวดล้อมจากบนเขาไปถึงทะเล ว่าได้รับผลกระทบอย่างไร เราควรจะทำอะไรบ้าง มาปีนี้เรามองว่าเรื่องใหญ่ๆ มีเรื่องวาฬที่มาเกยตื้นในท้องเต็มไปด้วยถุงพลาสติก เป็นเรื่องสลดใจมากและจึงเห็นว่าควรรณรงค์เรื่องนี้

“เรื่องขยะจริงๆ แล้วเป็นปัญหาเรื้อรังในประเทศเรามานาน เราจึงคิดกันว่าน่าจะชวนคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาคุยกัน เลยไปชวน กทม.มา เพราะ กทม.เป็นโจทก์ใหญ่เรื่องขยะให้ กทม.มาเล่า และเชิญพีทีที โกลบอล ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องพลาสติก และทำไบโอพลาสติกหลายอย่าง เป็นอีกทางออกของการรณรงค์ลดขยะพลาสติกให้น้อยลง และอีกจำเลยคือ เซเว่นอีเลฟเว่น มาบอกเล่าโครงการลดการใช้ถุงพลาสติกในสถานศึกษาร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย”

ณ วันนี้จะเห็นว่าสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน สภาพอากาศเปลี่ยน ไม่ใช่แค่ในระดับประเทศ แต่เป็นระดับโลก ถามว่าการลุกขึ้นมารณรงค์เรื่องขยะตอนนี้ทันไหม สุรเดชบอกว่า ถ้าเราได้เริ่มลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้ อีก 3-5 ปีก็จะเห็นว่ามันทำได้จริง เราอยากให้คนจำและนำไปทำต่อ

“สิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดและทำได้เลยในตอนนี้ คือเรื่องขยะ แต่สิ่งเหล่านี้มันหมักหมมมาไม่รู้กี่สิบปี เราจะคาดหวังว่ามันจะสามารถเปลี่ยนได้ในทันทีเป็นเรื่องยาก อย่างที่เห็นวันนี้เซเว่นอีเลฟเว่นเริ่มไปทำภาคีกับมหาวิทยาลัยแล้ว ซึ่งต่อไปออฟฟิศต่างๆ ต้องเลิกใช้ถุงพลาสติกด้วย ไม่อย่างนั้นเราจะลดขยะอย่างไร รวมทั้งการแยกขยะให้ชัดเจนด้วย”

“ผมคิดไม่ออกว่ามันจะยับยั้งโลกร้อนได้มากแค่ไหน แต่ถ้าทุกคนออกมาทำกันคนละนิดละหน่อย ผมว่ามันมีผลแน่นอน”

Reduce Reuse Recycle

ลดพลาสติกตั้งแต่วันนี้

แค่ใช้ “ถุงพลาสติก” ขนาด 16 นิ้ว วันละ 3 ถุง เดือนละแค่ 90 ถุง ปีหนึ่งตก 1,080 ถุง แต่ถ้าเอาถุงพลาสติกที่คนไทยทั้งประเทศมาเรียงต่อกันจะได้ระยะทางเท่ากับกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ถึง 42,251 เที่ยว!

ยังมีพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งอีกมากมาย โดยเฉพาะหลอดพลาสติก ที่ตกเป็นโจทก์ของสังคมขณะนี้ ต้นเหตุของขยะจำนวนมากที่วันนี้ขยะเหล่านี้กำลังย้อนกลับมาหาเรา

การใช้กระติกน้ำ/แก้วส่วนตัว นอกจากช่วยลดการใช้หลอด ยังเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุด เพราะไม่ใช่แค่ “ลด” ขยะพลาสติก แต่เป็นการ “ไม่สร้าง” ขยะพลาสติก เท่ากับเรามีส่วนช่วยปลูกต้นไม้ให้กับโลกใบนี้

แล้วขยะพลาสติกเชื่อมโยงกับการปลูกต้นไม้อย่างไร?

ใช้ฝาขวดพลาสติกทำดนตรีสำหรับเด็ก
จรัญพร เลิศสหกุล และวรพงษ์ เต็มทวี (รอง กก.ผจก.กรีน สไตล์)

จรัญพร เลิศสหกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีน สไตล์ จำกัด อธิบายให้ฟังว่า เนื่องจากต้นไม้ 1 ต้นสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกได้ 9 กก.โดยใช้เวลา 1 ปี

“สมมุติว่าใน 1 วัน เราดื่มน้ำ 4 ขวด 1 เดือน 120 ขวด ถ้าเราใช้กระติกน้ำแทนขวดพลาสติกใน 1 เดือน เท่ากับเราช่วยปลูกต้นไม้อายุ 10 ปี 1 ต้น” และว่า

เราสามารถลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกในชีวิตประจำได้ตั้งแต่ตื่นนอน เช่น ปิดแอร์เร็วขึ้น 1 ชม. ปิดไฟดวงที่ไม่ได้ใช้ เพราะกิจกรรมของเราทุกกิจกรรมสร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทั้งหมด อาบน้ำ แปรงฟัน ใช้น้ำน้อยลง ฯลฯ ซึ่งไม่เพียงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยังลดค่าใช้จ่ายในกระเป๋าได้อีกด้วย

นอกจากใช้กระติกน้ำ อีกวิธีการที่ทำได้ง่ายๆ คือทุกครั้งที่ไปจ่ายตลาด ซื้อผัก ผลไม้ กับข้าว ฯลฯ แทนจะใส่ถุงพลาสติก การใช้ถุงตาข่าย (ก่อนใส่ถุงผ้าอีกครั้ง) เป็นอีกทางเลือก เพราะตัวถุงตาข่ายสามารถซักได้ ไม่ต้องกลัวเลอะถุงผ้า

หรือถ้าจำเป็นต้องใช้พลาสติกก็ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยการใช้ซ้ำหลายๆ ครั้ง แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูที่ความสะอาดด้วย

Ecobricks

สร้างบ้านดินด้วยขยะพลาสติก

เป็นเครือข่ายจิตอาสาใหม่เอี่ยมที่เข้ามาร่วมงานในปีนี้ “ผึ้งน้อยนักสู้” เพจที่ชักชวนให้ทุกคนดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยวิธีการต่างๆ

หนึ่งในวิธีการเหล่านั้นคือ การเก็บขยะพลาสติกชิ้นเล็กชิ้นน้อย เช่น ถุงขนม ซองกาแฟ หลอด ฉลากขวดน้ำ ถุงพลาสติก กล่องโฟม ฯลฯ มาอัดแน่นในขวดน้ำดื่ม แปร “ขวดพลาสติกอิฐ” (Ecobricks) เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอาคาร เช่นที่โรงเรียน Bamboo School ที่ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี นำขวดอีโค่บริคส์มาสร้างห้องสมุด

น้านิด กับ อิโค่บริคส์

ภัทรจารีย์ นักสร้างสรรค์ หรือ “น้านิด-ผึ้งน้อย” เมื่อ 20 กว่าปีก่อน วันนี้ยังคงทำหน้าที่ให้ความรู้แก่เด็กๆ ตามโรงเรียน บอกว่า มาร่วมงานนี้ตามคำชวนของ “ป้าแก้ว-เครือแก้ว คุณะวัฒนา” จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ซึ่งเป็นจิตอาสาเจ้าประจำของงาน มาช่วยเรื่องทำอีโค่บริคส์

“การทำอีโค่บริคส์ได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘แทรช ฮีโร่’ กลุ่มจิตอาสาที่ไปเก็บขยะริมทะเล ทำให้เห็นว่าเราสามารถลดขยะได้ด้วยตนเอง โดยตัวเองเริ่มทำก่อนแล้วรู้เลยว่ากระบวนการเรียนรู้ ความรับผิดชอบมันเกิดจากขยะแต่ละชิ้นที่เราใส่เข้าไปในขวด ทีนี้เวลาที่เราออกนอกบ้านเราก็จะเก็บขยะของเราใส่กระเป๋ากลับมาด้วย เพราะรู้ว่าเราสามารถทำให้ขยะทุกชิ้นมีค่าได้”

ภัทรจารีย์บอกอีกว่า ตอนนี้โครงการบ้านดินพอดี ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยวางแผนจะใช้อีโค่บริคส์สร้างบ้าน กำลังอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมขวดอีโค่บริคส์อยู่ ซึ่งถ้าใครสนใจสามารถติดต่อได้ผ่านทางเพจผึ้งน้อยนักสู้

“พูดถึงสถานการณ์ของสิ่งแวด ล้อมในปัจจุบันถ้าเรามองอย่างลบ มันแย่มาก มนุษย์เราเห็นแก่ความสบาย แล้วก็ยังไม่ยอมรับความจริง อย่างไขมันทรานส์ เรารู้ว่าไม่ดีต่อสุขภาพ แต่บอกว่าอีก 3 ปีเลิก เราห่วงธุรกิจ ห่วงเงิน แต่อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่า พลังความดีมันจะงอกงามได้ ถ้าเราร่วมมือกันทั้งโลก แล้วเรื่องอย่างนี้มันช่วยกันได้ ไม่ต้องคิดมาก”

ปลูกต้นไม้ต้องได้ต้นไม้

“เทศกาลทำดีหวังผล” เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาหมาดๆ การรณรงค์ลดการใช้พลาสติก เช่น ด้วยการตั้งตู้น้ำดื่มให้ทุกคนสามารถพกกระติกน้ำส่วนตัวมาเติมได้ตลอดเวลา ฯลฯ ใน 4 วันของการจัดงานจะสามารถช่วยปลูกต้นไม้ได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ตัวเลข” เท่านั้น

กิติยา โสภณพนิช

กิติยา โสภณพนิช เลขาธิการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ หนึ่งใน 6 ภาคีของงาน ซึ่งทำเรื่องการปลูกป่าปลูกต้นไม้มา 32 ปีแล้ว บอกว่าจะนำตัวเลขของ “ต้นไม้” เหล่านั้นมาเป็นการบ้าน แล้วพาจิตอาสาทั้งหมดลงพื้นที่ไปปลูกจริงที่กาญจนบุรี

“เราภาคีทั้งหกของงานนี้คุยกันว่าเราไม่อยากให้ทุกอย่างจบแค่ภายใน 4 วันของการจัดงานในปีนี้แล้วไปเริ่มอีกครั้งในปีหน้า แต่อยากให้มีกิจกรรมทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

“พอดีว่ามูลนิธิเอ็นไลฟมีพื้นที่ที่ จ.ปราจีนบุรี ชวนชาวบ้านไปทำ ‘ป่าครอบครัว’ ปลูกป่าปลูกผักตั้งแต่ปีที่แล้ว ประจวบกับ ‘กรีน สไตล์’ ซึ่งช่วยเชื่อมโยงข้อมูลการลดใช้พลาสติกกับการปลูกต้นไม้ เราจึงคิดกันว่า หลังจากจบงานนี้เราจะไปปลูกต้นไม้เท่าจำนวนที่เราสามารถลดการใช้พลาสติกในงานนี้เลยที่ปราจีนบุรี เราอยากให้เขาได้ต่อยอดและได้ทำจริง” กิติยาบอก

เพราะคนไทยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมแก้ปัญหาสังคมได้ มาเริ่มต้นพกกระติกกันเสียแต่วันนี้