สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข จี้ สนช. ขอเข้าร่วมพิจารณาร่างกฎหมายว่าด้วยระบบสุขภาพปฐมภูมิ

14.01.19 | 14:36 น.

นายปิ่น นันทเสน นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข เปิดเผยว่าเมื่อเร็วๆนี้ ได้รับแจ้งจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) ว่าร่างกฎหมายว่าด้วยระบบสุขภาพปฐมภูมิที่ทางสมาคมฯ และภาคประชาชนกว่าหมื่นคน ได้เสนอต่อสภานั้น ทาง สผ. เห็นว่าเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงินจำเป็นต้องส่งให้นายกรัฐมนตรีรับรองเสียก่อน ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่ในขณะเดียวกัน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กลับมีมติเห็นชอบรับหลักการในวาระแรกสำหรับร่างกฎหมายฉบับเดียวกันที่เสนอโดยรัฐบาล  ตนมีความห่วงใยและกังวลว่าร่างกฎหมายว่าด้วยระบบสุขภาพปฐมภูมิที่เสนอโดยรัฐบาล มีบทบัญญัติบางประการที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล มีความจำเป็นต้องพิจารณาโดยรอบคอบและรับฟังความคิดเห็นที่เป็นผลกระทบอย่างรอบด้าน

“ที่สำคัญกรมบัญชีกลางได้มีหนังสือแจ้งมายังกระทรวงสาธารณสุขให้ชะลอการพิจารณาให้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ) สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ)  และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต) เข้าร่วมโครงการเบิกจ่ายตรงสวัสดิการรักษาพยาบาลกับกรมบัญชีกลางไปก่อน จนกว่าร่างกฎหมายจะพิจารณาแล้วเสร็จ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชนของหน่วยงานดังกล่าว ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกและถูกจำกัดสิทธิทางสุขภาพ ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ในรัฐธรรมนูญและอาจส่งผลต่อการดำเนินงานที่ขัดต่อกฎหมายได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการละเลยและไม่ใส่ใจต่อความต้องการของประชาชน ซึ่งต่างจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะใส่ใจและตอบสนองต่อความต้องการของภาคประชาชนเป็นอย่างมาก “มีข่าวว่า สนช. จะเร่งกฎหมายให้ออกมาบังคับใช้อีกกว่าร้อยฉบับ ซึ่งเป็นที่น่าห่วงว่ากฎหมายที่ออกมาจะไม่ได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงประโยชน์ของประชาชนอย่างรัดกุมเพียงพอ ผมและคณะจึงมีความห่วงใยอย่างมากในประเด็นนี้ ” นายปิ่นกล่าว

นายปิ่น กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2562  ทางสมาคมวิชาชีพสาธารณสุขได้ยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ… เสนอขอแก้ไข เพิ่มเติม  ร่างพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. …. ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง กำลังประชุมพิจารณา

โดยเสนอประเด็นสำคัญๆ อาทิ 1) การอ้างหลักการของกฎหมายที่ไม่ถูกต้องและครบถ้วน 2) ประเด็นนิยามของหน่วยบริการที่ยังไม่ชัดเจนและคลุมเครืออยู่ 3) ประเด็นเลขาธิการในคณะกรรมการที่มีบทบาทสำคัญที่ควรเป็นบุคคลที่เข้าใจระบบสุขภาพปฐมภูมิอย่างลึกซึ้งและเพียงพอ 4) ประเด็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนระบบสุขภาพปฐมภูมิควรเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจนและมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงมิใช่งานฝากดูแลตามที่กำหนดไว้แต่เดิมที่จะให้สำนักงานปลัดกระทรวงดูแล 5) ประเด็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ควรมีความชัดเจนและเหมาะสมกว่าที่กำหนดไว้ตามร่างเดิม และ 6) ประเด็น บทเฉพาะกาล สมควรเปิดช่องในช่วงเริ่มแรกถ้าไม่มีแพทย์อื่นซึ่งผ่านการอบรมด้านเวชศาสตร์ครอบครัว ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ยังเตรียมการไม่ทันและไม่พร้อม ควรให้คณะผู้ให้บริการประกอบด้วย บุคคลที่ทำหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน เช่น พยาบาลวิชาชีพ ผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน แพทย์แผนไทย ซึ่งผ่านการอบรมด้านเวชศาสตร์ครอบครัวให้หน้าที่และสิทธิเช่นเดียวกับแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวไปพลางก่อน เพื่อให้เกิดการบริการแก่ประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่องเป็นต้น

“สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข ยืนยันว่าระบบสุขภาพปฐมภูมิเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลประชาชนในพื้นที่ชนบทและห่างไกล และเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศ สมควรได้รับการคุ้มครองดูแลและการปกป้องสิทธิทางสุขภาพ มิใช่การลิดรอนสิทธิดังที่ปรากฏในร่างกฎหมายที่รัฐบาลเสนอและกำลังจะออกมามีผลบังคับใช้เร็วๆนี้ จึงเป็นความจำเป็นที่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาร่างกฎหมายด้วย” นายปิ่นกล่าว

Advertisement