กัญชงไม่ใช่กัญชา สกัดเป็นยาหรืออาหารได้

31.03.19 | 21:21 น.

กัญชงเป็นสินค้ายอดนิยมในตลาดโลก เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำแร่ นม เบียร์ ไวน์แดง สุรา ขนมขบเคี้ยว ลูกกวาด ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบำรุงผิวพรรณ เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ในแคนาดา อเมริกา และยุโรป แม้กระทั่งในประเทศจีน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า เข้มงวดกับการใช้บังคับกฎหมายเป็นที่สุด
กัญชงเป็นศัพท์ใหม่ บางครั้งใช้เรียกทับศัพท์ว่าเฮ็มป์ ทั้งสองชื่อคนไทยไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่าก็คือต้นป่านนั่นเอง ที่คนไทยตั้งแต่สมัยไหนมาแล้ว ใช้ลำต้นซึ่งมีกากใยความหนาแน่นสูง นำมาทำ กระสอบป่านใส่ข้าวสาร กระสอบละ 100 กิโลกรัม ที่พวกเราคุ้นตากันดีตามร้านจำหน่ายข้าวสารจนถึงปัจจุบัน หรือเชือกป่านเป็นเกลียวขดกันไปมาหนาๆ หรือด้ายป่าน ที่นำมาเป็นเชือกผูกว่าว ติดลมบน สมัยเด็กๆ เหนียวแน่นดี ขาดยาก เป็นต้น ใบและดอกของกัญชง นำมาสกัดเป็นสารอาหารให้มนุษย์รับประทานเพิ่มความอร่อยและเสริมสุขภาพได้ ไม่มีผลทางจิตใจ

จะนำมาสกัดเป็นยาก็ได้ แต่ต้องใช้ปริมาณใบกัญชงที่มากเป็นพิเศษ เพราะกัญชงมีสารทีเอชซี ที่มีผลต่อจิตใจอยู่น้อยมากเพียงร้อยละ 0.3 เทียบกับ กัญชา ที่มีมากถึง ร้อยละ 35 กัญชง ไม่ใช่กัญชา แต่ในทางวิทยาศาสตร์ กัญชง กับ กัญชา ถือเป็นพืชตระกูลเดียวกัน

กัญชง กัญชา และ กระท่อม
เมื่อพูดถึงพระราชบัญญัติกัญชา ซึ่งเพิ่งมีผลบังคับไปเมื่อเดือนก่อน คนมักจะนึกถึง กัญชา อย่างเดียว มีน้อยคนที่จะทราบว่า พ.ร.บ.กัญชา ครอบคลุมไปถึง กัญชง และกระท่อมด้วย

กระท่อมนี่เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว ผู้ใช้แรงงานมักจะนำมาเคี้ยวเพื่อให้มีแรงทำงานขยันขันแข็ง แต่เมื่อกลายเป็นพืชผิดกฎหมาย ชื่อของกระท่อมก็ค่อยเลือนหายไปจากความทรงจำของคนไทย เพิ่งมารื้อฟื้น ตอนที่พ.ร.บ.กัญชา กำหนดให้เป็นพืชถูกกฎหมาย หากได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการอาหารและยาให้ทำการปลูกได้โดยถูกต้อง เพื่อผลประโยชน์ทางการแพทย์

ตามพ.ร.บ.กัญชา พืชสามชนิดนี้ มีผลทางกฎหมายเหมือนกัน ผู้ปลูก ผู้ขาย และผู้ใช้ ต้องมีใบอนุญาต 1 ใน 5 ชนิดที่เกี่ยวข้อง คือ ผลิต (รวมทั้งปลูกและสกัด) ขาย ส่งออก นำเข้า หรือครอบครอง มิฉะนั้นก็ยังมีความผิดและมีโทษตามกฎหมายเหมือนเดิม

Advertisement

กัญชงพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของจริง
เมื่อพูดถึงการค้นคว้าวิจัยทางการแพทย์ ตาม พ.ร.บ.กัญชา ถนนทุกสายก็จะมุ่งไปที่กัญชา นำมาสกัดเป็นยาน้ำ หยอดใต้ลิ้น แก้ได้หลายโรค เช่นโรคลมชักในเด็ก แก้ความเจ็บปวดจากโรคมะเร็ง และแก้โรคอัลไซเมอร์ส หน่วยงานของรัฐบางแห่ง ก็ได้เริ่มดำเนินการตามแผนงานไปแล้ว เริ่มปลูกกัญชาในห้องทดลองเพื่อให้ได้วัตถุดิบคุณภาพสูงที่ใช้ในทางการแพทย์จนถึงขั้นจะนำมากลั่นเป็นสารสกัดนำมาทดลองกับผู้ป่วยอาสาสมัครได้ในเดือนกรกฎาคมนี้ หน่วยงานรัฐอื่นๆ ก็ได้เริ่มโครงการปลูกกัญชากับกลุ่มเกษตรกรไปบ้างแล้ว และพร้อมนำกัญชาตากแห้งมาขายให้กับบริษัทผลิตยาในประเทศ หรือส่งออกไปต่างประเทศได้ในทันที ที่ได้รับใบอนุญาตจาก อ.ย.

แต่ที่ดูเหมือนทุกคนจะมองข้ามไปคือการค้นคว้าวิจัยเรื่องกัญชง ที่จะนำสารสกัดมาเป็นวัตถุดิบผสมกับอาหารและเครื่องดื่มในทำนองเดียวกับต่างประเทศ กัญชงนั้นจะนำมาผลิตยา คงไม่ไหว เพราะมีตัวยาต่ำมาก นำมาทำเป็นอาหารน่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่า และถ้าออกแบบระบบควบคุมการผลิตและจำหน่ายให้ดีๆ โอกาสที่จะทำยอดขายได้มากกว่ากัญชา ก็มีอยู่มาก เพราะผลิตภัณฑ์กัญชงนำออกขายได้ในเครือข่ายร้านสะดวกซื้อ ทั่วประเทศ เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคได้ทั่วไป เหมือนอาหารและเครื่องดื่มที่มีขายได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง โดยไม่ถูกจำกัดอยู่แต่ในแวดวงทางการแพทย์และผู้ป่วยเหมือนกัญชา

หลักสูตรอบรมกัญชาทางการแพทย์เดือนพฤษภาคม/มิถุนายน
กฎระเบียบใหม่ๆที่ออกมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ภายใต้พ.ร.บ.กัญชา และที่จะออกชุดใหม่ประมาณเดือนพฤษภาคม และมิถุนายนที่จะมาถึง ก็มุ่งในเรื่องกัญชาเป็นหลัก ภาครัฐยังไม่ให้ความสำคัญของกัญชง ตอนนี้ ทั้งๆที่กัญชงก็มีโอกาสในเชิงพาณิชย์ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัญชา อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ

ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าภาครัฐมีบุคลากรจำกัด ต้องค่อยเป็นค่อยไป กฎระเบียบเรื่องกัญชา ยังไม่ทันออกมาเรียบร้อยดี ถ้าหันมาให้ความสนใจกัญชง ในตอนนี้ จะหาเจ้าหน้าที่ ที่ไหนมาทำงาน

แพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ แพทย์แผนไทย หมอประจำหมู่บ้าน คลินิก คลินิกแพทย์แผนไทย เตรียมเฮ ได้เลย และเตรียมล็อคเวลาเข้าอบรมหลักสูตรกัญชาทางการแพทย์ที่จะออกมาในสองสามเดือนข้างหน้านี้ไว้ด้วย พร้อมกับหลักเกณฑ์การยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการกัญชาทางการแพทย์ที่จะออกมาพร้อมๆกัน นี่คือโอกาสสร้างรายได้เสริมของบุคลากรทางการแพทย์ ที่จะเกิดขี้นเร็วๆนี้

กัญชงคือสินค้าอุปโภคบริโภค
ในท้ายที่สุด ไม่อีกกี่ปีข้างหน้า เมืองไทยคงได้เห็นชาเขียวผสมกัญชง นมสดและโยเกิร์ตผสมกัญชง น้ำแร่ผสมกัญชง น้ำผลไม้ผสมกัญชง เบียร์ผสมกัญชง สุราผสมกัญชง ขนมขบเคี้ยวผสมกัญชง กัญชงอบกรอบ วางขายอยู่ตามร้านสะดวกตลอดทั้งคืนทั้งวันเหมือนต่างประเทศ แต่ตอนนี้ให้กัญชาทางการแพทย์ นำหน้าไปก่อน เมื่อถึงเวลา ภาครัฐคงจะหันมามองศักยภาพของกัญชง เพราะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ท่านก็เล็งเห็นการณ์ไกล รวมกัญชง ไว้ในพ.ร.บ.กัญชาด้วยแล้ว เป็นโครงสร้างทางกฎหมายไว้รอรับกัญชง รอแต่กฎระเบียบกฎหมายลูกที่จะออกมาเพื่อผลักดันกัญชง เข้าสู่ตลาดทางการค้าเชิงพาณิชย์เท่านั้นเอง

เนื่องจากภาครัฐมีบุคลากร ที่มีคุณภาพอยู่เป็นจำนวนมาก ใครรับราชการ จะถือเป็นอาชีพมีเกียรติ มั่นคง แม้เงินเดือนไม่สูงถ้าบริหารดีๆ ก็อยู่ได้ ยิ่งอายุมาก ตำแหน่งยิ่งสูงขี้น ยิ่งดี ไม่ต้องกลัวตกงาน มีเงินเดือนหลังเกษียณกินเดือนละหลายหมื่นบาทไปตลอดชีวิต ยามแก่เฒ่าเจ็บป่วยก็มีหมอรักษาไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องค่ารักษาพยาบาล ภาครัฐของไทย จึงดูเหมือนว่าจะล้ำหน้าภาคเอกชนไปก้าวหนึ่งเสมอ ในเรื่องการพัฒนาประเทศ

จึงไม่แปลกที่เวลาหน่วยราชการเปิดรับสมัครงานปริญญาตรีจบใหม่ 200 ตำแหน่ง จะมีผู้สมัครถึง 5,000 คน คิดเป็นผู้ที่สอบผ่านร้อยละ 4 เข้ายากกว่ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดของอเมริกาที่อัตราผู้สอบผ่านเข้ามหาวิทยาลัยได้อยู่ที่ร้อยละ 7 จากผู้สมัครสอบทั้งหมด

ภาครัฐผู้นำตลาดกัญชาไทย
เมื่อมีเป้าหมายชัดเจน โดยเฉพาะเป้าหมายทางเศรษฐกิจ ที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนโดยทั่วไปในวงกว้าง ภาครัฐของไทย จะทำงานไว เกินความคาดหมายของคนทั่วไป ตัวอย่างเช่น การประกาศใช้พ.ร.บ.กัญชาเป็นกฎหมายใหม่ ที่เร็วเกินคาด

ที่เห็นชัดมากอีกกรณีหนึ่งก็คือ แผนงานการนำผลิตภัณฑ์กัญชาออกสู่ตลาดในเมืองไทยและตลาดโลก ใครจะไปคิดว่าภายในหนึ่งเดือนหลังจากกฎหมายใหม่บังคับใช้ หน่วยงานรัฐจะได้รับใบอนุญาต อ.ย. ให้ผลิตกัญชาในทันทีและเริ่มปลูกกัญชาในเรือนกระจกห้องแล็บทดลอง จนสามารถจะเก็บเกี่ยวกัญชาคุณภาพสูงนำมาทดสอบกับคนไข้อาสาสมัครกลางปีนี้ได้

และมีโครงการสามารถผลิตน้ำมันกัญชาได้ถึง 10,000 ขวดต่อปี ในเดือนต่อๆไป เพียงพอต่อการจำหน่ายในประเทศ และหน่วยงานรัฐอื่นๆ ก็กำลังเห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะส่งออกใบกัญชาแห้ง ไปต่างประเทศด้วยโดยตรง ถ้าได้ใบอนุญาตแล้ว นอกเหนือจากขายใบกัญชาแห้งให้บริษัทผลิตยาในประเทศ ผลิตภัณฑ์กัญชาของหน่วยงานรัฐพร้อมออกสู่ตลาด สนับสนุนโดยกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหลายพันคนที่เฝ้ารอด้วยความหวัง
ดังนั้นหากภาครัฐ หันมาให้ความสนใจกับกัญชงเต็มที่ นอกเหนือไปจากกัญชา กัญชงก็จะกลายมาเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญควบคู่กับกัญชา ผลิตภัณฑ์กัญชงที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคก็จะปรากฏอยู่ตามหิ้งของร้านสะดวกซื้อเร็วขึ้น เป็นการสร้างตลาดให้กัญชง

ภาคเอกชนควรมีส่วนร่วมโดยไว
ภาคประชาชนมีความตื่นเต้นใจจดใจจ่อ กับโอกาสที่จะมีรายได้เพิ่มจากกัญชา กัญชง และกระท่อมมาก ยิ่งได้ทราบข่าวว่าหน่วยงานของรัฐบางแห่งทั้งหลาย จะนำผลิตภัณฑ์กัญชาออกขายหารายได้เข้ารัฐ และทำให้กลุ่มเกษตรกรที่ทำโครงการร่วมกับหน่วยงานรัฐเหล่านั้น มีรายได้เพิ่ม ในไม่อีกกี่เดือนข้างหน้านี้ ยิ่งทำให้ประชาชนเห็นภาพแห่งความฝันชัดเจนขึ้น ว่าเมื่อรัฐประกอบการเชิงพาณิชย์กับกัญชา ได้ ในอีกไม่ช้า ประชาชนคงจะได้รับโอกาสเช่นนั้นบ้าง รออยู่ก็แต่กฎหมายลูกที่จะประกาศใช้ ภายใต้โครงสร้างของพ.ร.บ.กัญชาที่เป็นกฎหมายหลัก

ประชาชนพอเข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใดภาครัฐจึงขอสงวนสิทธิในเบื้องต้น ที่จะดำเนินการในเชิงพาณิชย์กับกัญชา ตามลำพังไปก่อน โดยยังไม่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมได้ ตลาดจะค่อยๆเปิดจากภาครัฐสู่เอกชน?

แต่การค้นคว้าวิจัยกัญชง ในเชิงพาณิชย์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่สลับซับซ้อนอะไรมากนัก ไม่เหมือนกับกัญชาที่มีสารสกัดเป็นตัวยาเข้มข้นกว่ามาก หากภาครัฐเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน มีส่วนร่วมในการค้นคว้าวิจัย ผลิต ขาย นำเข้า ส่งออก และครอบครองกัญชง ในเชิงพาณิชย์ ได้เร็วขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ในทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนชาวไทยโดยรวมมากขึ้นเท่านั้น

วิโรจน์ พูนสุวรรณ เป็นที่ปรึกษากฎหมายอาวุโส และหัวหน้าโครงการพิเศษ สำนักกฎหมายบลูเมนทอล ริชเตอร์ แอนด์สุเมธ ติดต่อได้ที่ [email protected]