เศร้าหนัก พิสูจน์ซากบรูด้าที่ตาย คือ “เจ้าปิ่น”ลูกชาย“แม่กันยา”พบกระแทกของแข็งจากเรือ
จากการชันสูตรพบว่าเป็นวาฬบรูด้า (Bryde’s whale: Balaenoptera eden) เพศเมีย ความยาว 10.5 เมตร หนักประมาณ 10 ตัน สภาพซากเน่า ครีบหลัง จุดใต้คาง และรอยแผลเป็น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของวาฬแต่ละตัว เพื่อเปรียบเทียบในบัญชีรายชื่อวาฬที่เจ้าหน้าที่เคยสำรวจพบในอ่าวไทยตอนบนนั้น
วันที่ 30 พฤษภาคม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) กล่าวว่า จากการพิสูจน์นั้นพบแล้วว่า ซากบรูด้าตัวดังกล่าวเป็น “เจ้าปิ่น” ซึ่งเป็นลูกของ “แม่กันยา” โดยจากเจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างผิวหนังเพื่อตรวจสอบลักษณะทางพันธุกรรม(DNA)อีกครั้ง นอกจากนี้ยังพบรอยกากบาท(ลักษณะตาอวน)หลายแห่ง โดยเฉพาะส่วนกรามล่าง ทั้งสองข้าง
ประกอบกับใต้ผิวหนังมีเลือดออกในกล้ามเนื้อใต้รอยบาดแผล และพบใต้ผิวหนังมีเลือดแทรกกลัมเนื้อหลายจุดทั้งด้านซ้ายและดันขวา โดยเป็นวงกว้างสุด 2.25 เมตร ซึ่งเป็นรอยที่เกิดก่อนการเสียชีวิต ขอบลิ้นยังคงมีรอยหยักเล็กน้อย บ่งบอกถึงวาฬตัวนี้ได้ผ่านพ้นช่วงวัยเด็ก และเลิกกินนมแม่แล้ว เนื่องจากหยักที่ขอบลิ้นสั้นลง มีการสะสมไขมันใต้ผิวหนังปกติ (5 ชม.) และมีความหนาของกล้ามเนื้อสันหลังอย่างสมบูรณ์ บ่งบอกความสมบูรณ์ของร่างกายอยู่ในเกณฑ์ดี ที่ปอดมีการคั่งเลือดอย่างรุนแรง ทั้งสองข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านขวา ซึ่งตรงกับรอยช้ำใหญ่ที่กล้ามเนื้อข้างลำตัวด้านขวา บ่งบอกว่าถูกกระแทกอย่างรุนแรงจากของแข็งไม่มีคม ผนังกระเพราะอาหารปกติพบอาหารที่ย่อยแล้วปริมาณมากในระบบทางเดินอาหาร หัวใจ ดับ ไต และอวัยวะภายในอื่นๆ เริ่มเน่า แต่ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุการตาย วาฬบรูดาตายจากการติดเครื่องมือประมงประเภทอวนลอยหรืออวนจมที่มีขนาดตาอวน 12 เซนติเมตร และกระแทกเข้ากับของแข็งไม่มีคมอย่างรุนแรง และตายในที่สุด
สำหรับ ชื่อเจ้าปิ่นนั้น นักวิชาการคนที่ค้นพบ ได้ตั้งชื่อตามนายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดี ทช.ในครั้งที่ดำรงค์ ตำแหน่งนี้เป็นครั้งแรก หลังจากนั้นก็ย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และต่อมาก็กลับมาดำรงค์ตำแหน่ง รองอธิบดีทช.อีกครั้งถึงปัจจุบันนี้

