“อย.”เสนอแก้กฏหมายปลดล็อก“กัญชง”พ้นยาเสพติด ลุ้น“อนุทิน”แถลงนโยบายต่อสภาวันนี้

25.07.19 | 13:30 น.

จากกรณีกระแสข่าวคณะอนุกรรมการพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบ ซึ่งมี นพ.ชาตรี บานชื่น ที่ปรึกษาอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน และนพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) มีมติเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ไม่รับรองตำหรับน้ำมันกัญชาสูตรนายเดชา ศิริภัทร หรือ “อาจารย์เดชา” ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ต่อมาเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง เพราะขัดกับมติคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษที่ให้ไปแก้ระเบียบรับรองคุณสมบัติหมอพื้นบ้าน และกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกที่ได้รับรองผ่านตำรับยากัญชาสูตรนายเดชาไปแล้ว

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่สำนักคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษ แถลงข่าวชี้แจงกรณีดังกล่าว ว่า การประชุมของคณะกรรมการอนุกรรมการพิจารณาผลิตภัณฑ์ยาเสพติดให้โทษที่มีกัญชา หรือสารสกัดจากกัญชา เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัย เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ไม่ได้พิจารณาวาระการรับรองสูตรตำรับน้ำมันกัญชาสูตรนายเดชา เนื่องจากเรื่องนี้ได้ถูกพิจารณาในคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษในการประชุม ซึ่งมี นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เป็นประธานประชุมเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมไปแล้ว ขณะเดียวกันกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกอยู่ระหว่างเร่งรัดการแก้ไขระเบียบเพื่อรับรองหมอพื้นบ้านกว่า 3,000-4,000 ราย รวมถึงนายเดชา เข้าสู่ระบบตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อหมอพื้นบ้านและผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแล ซึ่งจะเสนอต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ลงนามและประกาศต่อไปโดยเร็ว จากนั้นจึงจะเสนอเข้ามายังคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ พิจารณาสูตรตำรับน้ำมันกัญชานายเดชาอีกครั้ง ซึ่งจะมีการประชุมในเดือนสิงหาคมนี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างนัดหมายวันประชุม

นพ.ธเรศ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีการแบนน้ำมันกัญชาสูตรตำรับนายเดชา เนื่องจากการประชุมของคณะกรรมการอนุกรรมการพิจารณาผลิตภัณฑ์ยาเสพติดให้โทษที่มีกัญชา หรือสารสกัดจากกัญชา เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัย เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีวาระการประชุมเพื่อพิจารณา (ร่าง) แนวทางการขออนุญาต และการอนุญาตให้ผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เฉพาะกัญชา โดยการปรุงตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ เพื่อจำหน่ายเฉพาะผู้ป่วยของตน ตามที่ได้ประกาศสูตรตำรับยาหมอพื้นบ้านไปแล้ว โดยจะกำหนดกรอบให้หมอพื้นบ้าน จะได้ผลิตภัณฑ์หรือจำหน่ายตามสูตรที่ได้รับรองได้ และสูตรยากัญชาของโรงพยาบาลอภัยภูเบศร รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบายกัญชา ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งจะแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภาในวันนี้

นพ.ธเรศ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งคณะกรรมการวอร์รูม เพื่อสนับสนุน ผลักดันนโยบายให้ประชาชนได้ใช้กัญชาทางการแพทย์ด้วยความปลอดภัย และให้นโยบายเกิดผลเป็นรูปธรรมเร็วที่สุด ซึ่งมี นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดสธ.เป็นประธาน กำหนดประชุมทุกวันพุธ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการประชุมร่วมกัน 2 ครั้งแล้ว ผลประชุมได้กำหนดให้มีคณะกรรมการ โดยมอบหมายให้กรมสุขภาพจิต เร่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลและข้อกำหนดการใช้กัญชาทางการแพทย์ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจให้ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้น การประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่การพิจารณารับรอง หรือไม่รับรองสูตรตำรับแต่อย่างใด จึงไม่มีมติ “แบน” หรือห้ามน้ำมันสูตรนายเดชา

นพ.ธเรศ กล่าวว่า นอกจากนี้ ในที่ประชุมคณะกรรมการวอร์รูม ทางอย.ยังได้เสนอให้ปลดล็อกกัญชงออกจากยาเสพติด ทั้งแผนงาน โครงการและแนวทางการดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการสธ. เบื้องต้นจะต้องแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ ได้แก่ 1.ประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ เรื่อง กำหนดลักษณะกัญชง 2.ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. …. ซึ่งทั้งสองฉบับนี้คาดว่าจะสามารถปรับแก้ไขให้แล้วเสร็จได้ภายในเดือนสิงหาคม และ 3.ประกาศกระทรวง เรื่อง กัญชง พ.ศ. ….ซึ่งต้องใช้เวลาหลายเดือน เพราะต้องเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการกฤษฎีกา นอกจากนี้ จะให้กองเครื่องสำอางและกองอาหารของ อย.ไปศึกษาด้วยว่า จะต้องออกประกาศอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะเมื่อปลดล็อกแล้วก็จะมีการปลูกเยอะขึ้น มีคุณค่ามากขึ้น โดยเฉพาะการนำมาใช้ในเรื่องของอาหารและเครื่องสำอาง เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่นเดียวกับต่างประเทศ นอกจากนี้กรณีการปลดล็อกกัญชง แต่หลายฝ่ายกังวลว่าสายพันธุ์ที่ปลูกเป็นการเอาเส้นใยและมีสารซีบีดีน้อย นั้น การปลูกกัญชงขณะนี้ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) (สวพส.) มีการคัดเลือกและขึ้นทะเบียนสายพันธุ์ ซึ่งมีการเตรียมสายพันธุ์ที่ให้สารซีบีดีสูง และให้สารทีเอชซีที่ต่ำไว้แล้ว หากปลดล็อกก็สามารถปลูกได้ ซึ่งการปรับแก้กฎหมายก็จะกำหนดเรื่องสารทีเอชซีด้วยว่าจะต้องต่ำกว่าเท่าไร ซึ่งจะยึดตามประเทศต่างๆ หรือองค์การอนามัยโลก เพื่อให้สามารถส่งออกได้

Advertisement