ข้อกังขา-พิรุธอื้อ ไฟไหม้พรุควนเคร็ง

15.08.19 | 14:11 น.

การเกิดไฟไหม้พื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง ต.การะเกด อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช กินระยะเวลาเกือบจะถึง 2 สัปดาห์ ที่ผ่านมา กลายเป็นข่าวหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงในโลกออนไลน์ ทีมงานดับไฟต่างบูรณาการร่วมกันเข้าควบคุมไฟให้อยู่ในวงจำกัดที่ล่าสุดเหลือ 3 จุด ในพื้นที่ ต.แม่เจ้าอยู่หัว และ ต.เขาพระบาท อ.เชียรใหญ่ และอีกจุดในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติป่าพรุควนเคร็ง อ.ชะอวด เป็นพื้นที่รอยต่อ ต.ควนชะลิก อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง

นางศรีสุรางค์ มาศศิริกุล ผู้อำนวยการสถาบันลูกโลกสีเขียว กล่าวไว้ในเอกสาร “สองทศวรรษ / ลูกโลกสีเขียว” ตอนหนึ่งว่า ตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน การเกิดไฟไหม้พื้นที่ป่าพรุควนเคร็งมีมาอย่างยาวนาน ทั้งที่เกิดมาจากไฟดีและไฟไม่ดี ด้วยจากสภาพพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ ได้สร้างความสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศ ด้วยความเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่รับรู้กันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ หลังเกิดไฟไหม้พรุในพื้นที่ใด เมื่อถึงหน้าฝนต้นกระจูดและต้นเสม็ด จะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วดีกว่าการปลูกด้วยมือของชาวบ้าน ในอดีตจึงมีไฟไหม้ทุกปี เป็นหย่อมๆ แต่ต้นเสม็ดไม่ตาย ไฟยังใช้หาเต่า หาอาหาร และเผาเพื่อให้การเดินทางง่ายขึ้น ล้วนเกิดจากไฟดี

ส่วนไฟไม่ดีก็คือไฟที่ลามเข้าไปในพื้นที่จนไม่สามารถดับได้ สร้างความเสียหายให้กับทุกพื้นที่โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าพรุ อาจจะเกิดจากไฟดีแล้วกลับกลายเป็นไฟไม่ดีก็เป็นได้

ขณะที่ ชัยชนะ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมไฟป่านครศรีธรรมราช กล่าวว่า ป่าพรุเป็นป่าที่ดับไฟได้ยาก ลักษณะของป่าพรุที่มีต้นไม้คล้ายกันอาจทำให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่ชำนาญทางหลงทางได้ อาจมีหลุมซึ่งข้างใต้เป็นถ่าน หรือไฟที่ยังไม่ดับจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับเจ้าหน้าที่ การจะดับไฟจึงต้องดับในช่วงกลางวัน โดยต้องเผชิญกับควันที่มากเพราะเชื้อเพลิงมีความชื้น ควันจะหนากว่าป่าที่แห้ง และจำเป็นต้องส่งเจ้าหน้าที่เฝ้าสังเกตพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้ไฟติดขึ้นอีกครั้ง หรือลามไปเกิดในบริเวณใกล้เคียง

“จะด้วยเหตุผลใดก็ตามเมื่อพื้นที่พรุเกิดไฟไหม้เพียงจุดเดียว ย่อมหมายความว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องเฝ้าระวังได้ทันทีว่าจะต้องเกิดไฟไหม้ป่าขึ้นอีกหลายจุดอย่างแน่นอน ทุกครั้งที่เกิดไฟไหม้ก็จะกลายเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมอย่างเห็นได้ชัด ยกเว้นบางพื้นที่ที่มีกระจูดและเสม็ดขึ้น ประกอบกับเป็นพื้นที่ต่ำและมีน้ำหล่อเลี้ยงย่อมทำให้พื้นที่นั้นเกิดความอุดมสมบูรณ์ไปตามวัฏจักรของระบบนิเวศด้วย”

Advertisement

ไสว ทองดำ นายก อบต.เคร็ง เล่าว่า ไฟไหม้พรุเกิดขึ้นครั้งแรกในพื้นที่ ต.เคร็ง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562 จำนวน 3 จุด จะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ ทางพื้นที่ อบต.เคร็ง ได้ทำการดับไฟเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 2 จุด และเฝ้าระวังอีก 1 จุด เกรงว่าไฟจะลุกลามขยายวงกว้างออกไปมากขึ้น เนื่องจากสภาพพื้นที่ป่าพรุ มีซากพืชเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ประกอบกับมีความแห้งแล้งเป็นอย่างมาก และฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานกว่า 4 เดือน

จนกระทั่งเดือนกรกฎาคม 2562 ไฟได้เกิดปะทุขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ในพื้นที่เขตรอยต่อระหว่าง ต.เคร็ง อ.ชะอวด กับ ต.การะเกด อ.เชียรใหญ่ ไฟได้ก่อตัวปะทุขึ้นกลางเดือนกรกฎาคมจนเป็นเรื่องราวใหญ่โต และในที่สุดไฟลามไปยังพื้นที่ ต.สวนหลวง อ.เฉลิมพระเกียรติ จนกระทั่งมีการระดมเจ้าหน้าที่จากทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยดับไฟ

และท้ายที่สุด ไฟได้ย้อนกลับมาไหม้ยังจุดเดิมอีกครั้ง

“ไฟในพรุดับยากกว่าไฟไหม้ทั่วไป ไฟพรุเกิดขึ้นทั้งหน้าดินและใต้ดิน เมื่อดับไฟบนหน้าดินแล้ว ไฟใต้ดินยังลามไปได้อีก เนื่องจากพื้นที่ใต้พรุเป็นเสมือนซากอินทรีย์ที่ทับถมกันมานานจึงเป็นเชื้อเพลิงได้อย่างดี และเหตุใดถึงทำให้ดับไฟในป่าพรุยากลำบาก ประกอบกับน้ำใต้พรุลดน้อยลงจึงทำให้พื้นที่ใต้พรุขาดความชุ่มชื้น จึงเป็นเหตุเป็นผลที่ลงตัวกันอย่างพอดี”

นายก อบต.เคร็ง ยังกล่าวว่า ไฟไหม้พรุในครั้งนี้อยู่ในพื้นที่บริเวณป่าพรุคลองค็อง เขต ต.แม่เจ้าอยู่หัว พื้นที่ของหมู่ 1, 4, 5, 6 รวมทั้งบริเวณป่าพรุท้ายทะเล ในเขต ต.การะเกด อ.เชียรใหญ่ พื้นที่หมู่ 8, 11, 12 และที่ยังมีเหลือเป็นป่าเสม็ดขาวบ้างบางส่วนอยู่ในพื้นที่หมู่ 11, 12 ส่วนที่เป็นพื้นที่ป่าพรุของป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าช้างข้าม ในพื้นที่หมู่ 7 นั้น ถูกเผาจนได้รับความเสียหายทั้งหมด แม้จะเห็นว่ามีป่าเสม็ดที่ยังไม่ถูกเผาอยู่ริมถนน แต่ด้านใน (ที่ลับตาคน) นั้นถูกเผาจนหมดอยู่แล้ว ส่วนพื้นที่ ต.เคร็ง ได้เกิดไฟปะทุขึ้นอีกครั้ง รอบนี้รุนแรงกว่าเดิม ผู้ที่เข้าไปเผาทำลายป่าพรุเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ สามารถจำแนกออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

1.ชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆ ป่าพรุควนเคร็ง เข้าไปจับจองพื้นที่ด้วยการบุกรุกเผาป่า มีเจตนาเพื่อสร้างความเสื่อมโทรมให้แก่ป่าพรุ ก่อนนำไปขายต่อให้นายทุนฝั่งอันดามันและอ่าวไทย รวบรวมให้เป็นแปลงขนาดใหญ่เพื่อปลูกต้นปาล์ม ยางพารา ท้ายที่สุด เมื่อปาล์มราคาถูกจึงยุติโครงการ ที่ดินแปลงเหล่านั้นจึงถูกครอบครองโดยชาวบ้านที่เป็นนอมินีของนายทุนพร้อมแบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน อนุญาตให้ปลูกผลอาสินในพื้นที่ได้ หากสถานการณ์ลงตัวก็จะมาใช้พื้นที่ดังกล่าวต่อไป ในอนาคตอาจมีการวางแผนร่วมเพื่อพัฒนาต่อยอดพื้นที่นี้เป็นนิคมอุตสาหกรรมพืชเศรษฐกิจ

2.นักการเมืองท้องถิ่นและเครือข่ายเส้นสายนักการเมืองและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นเป็นนายทุน ใช้หรือจ้างวานให้ชาวบ้านเข้าบุกรุกแผ้วถางป่าพรุ นอกจากนี้ นักการเมืองท้องถิ่นยังมีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองระดับชาติ ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างก็เชื่อว่าคนกลุ่มนี้มีการเชื่อมโยงถึงกัน โดยนักการเมืองท้องถิ่นเหล่านี้มีส่วนบุกรุกทำลายป่าพรุควนเคร็งมาอย่างช้านานแล้ว เพื่อทำให้พื้นที่ป่าพรุเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ทำการปลูกพืชเศรษฐกิจ และเมื่อถึงจังหวะหนึ่งก็จะใช้พื้นที่ดังกล่าวร่วมออกเอกสารสิทธิ เพื่อพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรม
ต่อไป

3.ข้าราชการที่มีส่วนดูแลรับผิดชอบโดยตรงทำตัวเพิกเฉยปล่อยให้มีการตัดโค่น แผ้วถางป่าเสม็ดในเขตป่าสงวนแห่งชาติฯ เชื่อว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง มักอ้างให้ชาวบ้านเป็นผู้ลงมือตัดไม้ร่วมกัน ทิ้งเศษไม้ไว้เกลื่อนพื้นที่ จากคำบอกกล่าวของผู้นำในพื้นที่ ระบุว่า ไฟไหม้ครั้งนี้เกิดจากการกระทำของมนุษย์ เพื่อก่อให้เกิดการช่วยเหลือจากส่วนกลางเข้ามา

“ถามว่าไฟไหม้ทุกครั้งหาสาเหตุกันเจอหรือไม่ รู้แต่ว่าถ้าได้ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ จะทำให้มีเม็ดเงินวิ่งลงมาเพื่อสร้างความกระตือรือร้นกันอีกครั้ง การบริหารเม็ดเงินที่ลงในทุกหน่วยทุกองค์กรเป็นเหมือนฟันเฟืองที่วิ่งกันอย่างรวดเร็ว เกิดธุรกิจเฉพาะกิจขึ้นในทันที”นายก อบต.เคร็งกล่าว

ขณะที่ จำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าฯนครศรีธรรมราช ถึงขั้นประกาศออกสื่อมั่นใจว่าเหตุไฟไหม้ที่เกิดขึ้นเกิดจากการกระทำของมนุษย์ พร้อมสั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งสืบสวนหาผู้กระทำความผิดโดยด่วน

การที่ป่าพรุควนเคร็งลุกไหม้นั้นถึงที่สุดแล้ว ทางออกของปัญหาเมื่อย้อนกลับไปต้นเหตุมีเบื้องหลังถึงความน่ากังขาเกิดขึ้นมากมาย